ครั้นล่วง ๗ วัน พระผู้มีพระภาคทรงออกจากสมาธินั้นแล้ว เสด็จจากควงไม้มุจจลินท์ เข้าไปยังต้นไม้ราชายตนะ แล้วประทับนั่งด้วยบัลลังก์เดียว เสวยวิมุตติสุข ณ ควงไม้ราชายตนะ ตลอด ๗ วัน     

ก็สมัยนั้น พ่อค้าชื่อ ตปุสสะและภัลลิกะ เดินทางไกลจากอุกกลชนบทถึงตำบลนั้น

 ครั้งนั้น เทพยดาผู้เป็นญาติสายโลหิตของตปุสสะ ภัลลิกะ ๒ พ่อค้า ได้กล่าวคำนี้กะ ๒ พ่อค้านั้นว่า

 “ดูกรท่านผู้นิรทุกข์ พระผู้มีพระภาคพระองค์นี้แรกตรัสรู้ ประทับอยู่ ณ ควงไม้ราชายตนะ ท่านทั้งสองจงไปบูชาพระผู้มีพระภาคนั้นด้วยสัตตุผงและสัตตุก้อน  การบูชาของท่านทั้งสอง จักเป็นไปเพื่อประโยชน์และความสุขแก่ท่านทั้งหลายตลอดกาลนาน”

พ่อค้าชื่อตปุสสะและภัลลิกะถือสัตตุผงและสัตตุก้อนเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค แล้วถวายบังคม ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า

“พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงรับสัตตุผงสัตตุก้อนของข้าพระพุทธเจ้าทั้งสอง ซึ่งจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายตลอดกาลนาน” 



ต้นราชายตนะ (ไม้เกต) สถานที่จริง

ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคได้ทรงปริวิตกว่า "พระตถาคตทั้งหลายไม่รับวัตถุด้วยมือ เราจะพึงรับสัตตุผงและสัตตุก้อนด้วยอะไรหนอ"

ลำดับนั้น ท้าวมหาราชทั้ง ๔ องค์ ทรงทราบพระปริวิตกแห่งจิตของพระผู้มีพระภาคด้วยใจของตนแล้ว เสด็จมาจาก ๔ ทิศ ทรงนำบาตรที่สำเร็จด้วยศิลา ๔ ใบ เข้าไปถวายพระผู้มีพระภาคกราบทูลว่า

“ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงรับสัตตุผงและสัตตุก้อนด้วยบาตรนี้ พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคทรงใช้บาตรสำเร็จด้วยศิลาอันใหม่เอี่ยม รับสัตตุผงและสัตตุก้อนแล้วเสวย ครั้งนั้น พ่อค้าตปุสสะและภัลลิกะได้ทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า

“พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าทั้งสอง ขอถึงพระผู้มีพระภาคและพระธรรมว่าเป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงจำข้าพระพุทธเจ้าทั้งสองว่า เป็นอุบาสกผู้มอบชีวิตถึงสรณะ จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป”

ก็นายพาณิชสองคนนั้น ได้เป็นอุบาสกกล่าวอ้าง ๒ รัตนะ  เป็นชุดแรกในโลก

 

 

อ้างอิง : ราชายตนกถา พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๔ ข้อที่ ๖ หน้า ๘