โบราณสถานในสาวัตถี (๙ มีนาคม ๒๕๖๘)
บุพกรรม
พระภัททชิเถระนี้เกิดในตระกูลพราหมณ์ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ บรรลุความเป็นผู้รู้แล้ว เรียนจบศิลปวิทยาของพราหมณ์ทั้งหลาย ละกามทั้งหลายแล้ว บวชเป็นดาบส ให้เขาสร้างอาศรมอยู่ที่ชัฎป่า วันหนึ่ง เห็นพระศาสดาเสด็จไปโดยอากาศ เป็นผู้มีใจเลื่อมใส ยืนประคองอัญชลีอยู่ พระศาสดาทรงทราบอัธยาศัยของดาบสแล้ว เสด็จลงจากอากาศ ดาบสน้อมเอาน้ำผึ้ง เหง้าบัว เนยใส และน้ำนม เข้าไปถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอาศัยความอนุเคราะห์ดาบส จึงทรงรับไว้ ตรัสอนุโมทนา แล้วเสด็จหลีกไป ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านบังเกิดในภพดุสิต ดำรงอยู่ในดุสิตพิภพนั้นจนตลอดอายุ แต่นั้นก็ท่องเที่ยววนไปเวียนมาอยู่แต่ในสุคติภพเท่านั้น เกิดเป็นเศรษฐี มีทรัพย์มาก
ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่าวิปัสสี ถวายภัตตาหารและไตรจีวรแด่ภิกษุสงฆ์ ๖๘,๐๐๐ ท่านบำเพ็ญกุศลเป็นอันมากอย่างนี้แล้ว บังเกิดในเทวโลก ดำรงอยู่ในเทวโลกนั้นจนตลอดอายุ จุติจากเทวโลกนั้นแล้วบังเกิดในมนุษยโลก
เมื่อโลกว่างจากพระพุทธเจ้า ก็บำรุงพระปัจเจกพุทธเจ้าประมาณ ๕๐๐ ด้วยปัจจัย ๔ จุติจากมนุษยโลกแล้ว บังเกิดในราชตระกูล สืบราชสมบัติมาโดยลำดับ บำรุงพระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้บรรลุปัจเจกโพธิญาณ เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว เก็บพระธาตุมาก่อพระเจดีย์บูชา ท่านกระทำบุญนั้น ๆ ไว้ในภพนั้น ๆ อย่างนี้แล้ว
ภพสุดท้าย
ในพุทธุปบาทกาลนี้ เกิดเป็นบุตรคนเดียวของภัตทิยเศรษฐี ผู้มีสมบัติ ๘๐ โกฏิ ในภัตทิยนคร ได้มีนามว่า ภัททชิ
ได้ยินมาว่า อิสริยสมบัติ โภคสมบัติ และบริวารสมบัติของท่านได้มีเหมือนของพระโพธิสัตว์ในภพสุดท้าย
ในครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงจำพรรษาอยู่ในพระนครสาวัตถี เสด็จไปภัททิยนคร พร้อมกับภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เพื่อจะทรงสงเคราะห์ภัททชิกุมาร ทรงคอยความแก่กล้าแห่งญาณของภัททชิกุมาร จึงประทับอยู่ ณ ชาติยาวัน
ภัททชิกุมารนั่งอยู่บนปราสาทชั้นบน เปิดสีหบัญชรมองดู เห็นมหาชนเดินทางไปฟังธรรมในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงถามมหาชนกลุ่มนี้ว่าไปที่ไหน ทราบเหตุนั้นแล้ว ไปสู่สำนักของพระผู้มีพระภาคด้วยบริวารเป็นอันมาก ท่านฟังธรรมอยู่ ทั้งๆ ที่ประดับประดาไปด้วยอาภรณ์ทั้งปวง ได้ทำกิเลสทั้งมวลให้สิ้นไป บรรลุพระอรหัตแล้ว สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
“ครั้งนั้น เราลงสู่สระโบกขรณี ที่ช้างนานาชนิดเสพแล้ว ถอนเหง้าบัวในสระน้ำ เพราะเหตุจะกิน สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ผู้ตื่นแล้ว ทรงผ้ากัมพลสีแดง สลัดผ้าบังสุกุล เหาะไปในอากาศ เวลานั้น เราได้ยินเสียงจึงแหงนขึ้นไปดู ได้เห็นพระผู้นำโลก เรายืนอยู่ในสระโบกขรณีนั่นแหละ ได้ทูลอ้อนวอนพระผู้นำโลกว่า
“น้ำผึ้งกำลังไหลออกจากเกษรบัว น้ำนมและเนยใส กำลังไหลจากเหง้าบัว ขอพระพุทธเจ้าผู้มีปัญญาจักษุ โปรดทรงรับเพื่ออนุเคราะห์แก่ข้าพระองค์เถิด”
ลำดับนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ศาสดาทรงประกอบด้วยพระกรุณา มียศใหญ่ มีพระปัญญาจักษุ เสด็จลงจากอากาศ มารับภิกษาของเรา เพื่อความอนุเคราะห์ ครั้นแล้ว ได้ทรงทำอนุโมทนาแก่เราว่า
“ดูกรท่านผู้มีบุญใหญ่ ท่านจงเป็นผู้มีความสุขเถิด คติจงสำเร็จแก่ท่านด้วยการให้เหง้าบัวเป็นทานนี้ ท่านจงได้สุขอันไพบูลย์เถิด”
ครั้นพระสัมพุทธชินเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ตรัสฉะนี้แล้ว ได้ทรงรับภิกษาแล้วเสด็จไปในอากาศ
ลำดับนั้น เราเก็บเหง้าบัวจากสระนั้นกลับมายังอาศรม วางเหง้าบัวไว้บนต้นไม้ ระลึกถึงทานของเรา ครั้งนั้น ลมพายุใหญ่ตั้งขึ้นแล้ว พัดเป่าให้สั่นสะเทือนอากาศดังลั่นเมื่อฟ้าผ่า ลำดับนั้น อสนีบาตได้ผ่าลงมาบนศีรษะของเรา เราก็นั่งตายอยู่ ณ ที่นั้นเอง
เราเป็นผู้ประกอบด้วยบุญกรรม เข้าถึงสวรรค์ชั้นดุสิต ซากศพของเราตกไป ส่วนเรารื่นรมย์อยู่ในเทวโลก นางเทพอัปสร ๘๔,๐๐๐ นาง ล้วนประดับประดาสวยงาม ต่างก็บำรุงเราทุกเช้าเย็น นี้เป็นผลแห่งการถวาย เหง้าบัว
ครั้งนั้น เรามาสู่กำเนิดมนุษย์ เป็นผู้ถึงความสุข ความบกพร่องในโภคทรัพย์ไม่มีแก่เราเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายเหง้าบัว
เราอันพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐกว่าทวยเทพ ผู้คงที่ พระองค์นั้นทรงอนุเคราะห์แล้ว จึงเป็นผู้สิ้นอาสวะทั้งปวง บัดนี้ภพใหม่ไม่มีอีก
ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายเหง้าบัวใดในกาลนั้น ด้วยการถวายเหง้าบัวนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายเหง้าบัว
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้หมดแล้ว มีอาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ของเรามิได้มี
การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว“
ภัททชิกุมารบรรลุอรหัตขณะเป็นฆราวาส
ก็เมื่อภัททชิกุมารนั้น บรรลุพระอรหัตแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภัททิยเศรษฐีมาว่า
“บุตรของท่านประดับตกแต่งแล้ว ฟังธรรมอยู่ ได้ตั้งอยู่ในพระอรหัตแล้ว ด้วยเหตุนั้น การบวชของภัททชิกุมารนั้น ในบัดนี้เท่านั้นสมควรแล้ว ถ้าไม่บวช จักต้องปรินิพพาน“
ท่านเศรษฐี กราบทูลว่า
“เมื่อบุตรของข้าพระองค์ยังเล็กอยู่เช่นนี้ ยังไม่ควรปรินิพพาน ขอพระองค์จงทรงยังเขาให้บวชเถิด“
พระผู้มีพระภาคทรงยังภัททชิกุมารให้บรรพชาอุปสมบทแล้ว เสด็จประทับอยู่ในภัททิยนครนั้นตลอด ๗ วัน แล้วเสด็จถึงโกฏิคาม ก็บ้านโกฏิคามนั้นอยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำคงคา ชาวบ้านโกฏิคาม บำเพ็ญมหาทานถวายภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข
พระภัททชิเถระ พอเมื่อพระศาสดาทรงปรารภเพื่อจะทรงกระทำอนุโมทนา ก็ออกไปนอกบ้าน คิดว่า
“เราจักออกจากสมาบัติในเวลาที่พระศาสดาเสด็จมาใกล้ทางที่ฝั่งน้ำคงคา“
แล้วนั่งเข้าสมาบัติ แม้เมื่อพระมหาเถระทั้งหลายมาถึง ก็ยังไม่ออกจากสมาบัติ ในเวลาที่พระศาสดาเสด็จมาแล้วนั่นแหละจึงออก ภิกษุผู้เป็นปุถุชนทั้งหลาย พากันกล่าวยกโทษว่า
“พระภัททชินี้บวชได้ไม่นาน เมื่อพระมหาเถระทั้งหลายมาถึง กลับเป็นผู้กระด้างเพราะมานะ ไม่ยอมออกจากสมาบัติ“
พวกชาวโกฏิคามผูกเรือขนานจำนวนมากเพื่อพระศาสดาและภิกษุสงฆ์
พระผู้มีพระภาคทรงพระดำริว่า
“เอาเถิด เราจักประกาศอานุภาพของพระภัททชิเถระ“
ดังนี้แล้ว ประทับยืนบนเรือขนาน ตรัสถามว่า
“ภัททชิอยู่ไหน “
พระภัททชิเถระ ขานรับว่า
“ข้าพระองค์ภัททชิ อยู่นี่ พระพุทธเจ้าข้า“
ท่านเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ประนมมือยืนอยู่แล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
“มาเถิดภัททชิ ท่านจงขึ้นเรือลำเดียวกันกับเรา“
พระภัททชิเถระเหาะขึ้นไปยืนอยู่ในเรือลำที่พระผู้มีพระภาคประทับ ในเวลาที่เรือไปถึงกลางแม่น้ำคงคา พระศาสดาตรัสว่า
“ภัททชิ รัตนปราสาทที่เธอเคยอยู่ในเวลาที่เธอเป็นพระราชามีนามว่า มหาปนาทะ อยู่ตรงไหน“
“จมอยู่ในที่นี้ พระพุทธเจ้าข้า“
“ภัททชิ ถ้าเช่นนั้น เธอจงตัดความสงสัยของเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย“
พระเถระถวายบังคมพระศาสดาแล้ว ไปด้วยกำลังฤทธิ์ ยกยอดปราสาทขึ้นด้วยหัวแม่เท้า แล้วชะลอปราสาท สูง ๒๕ โยชน์ เหาะขึ้นบนอากาศ และเมื่อเหาะขึ้นได้ ๕๐ โยชน์ ก็ยกปราสาทขึ้นพ้นจากน้ำ ลำดับนั้น ญาติทั้งหลายในภพก่อนของท่านเกิดเป็นปลา เป็นเต่า และเป็นกบ ด้วยความโลภอันเนื่องอยู่ในปราสาท เมื่อปราสาทนั้น ถูกยกขึ้นก็หล่นตกลงไปในน้ำ พระผู้มีพระภาคเห็นสัตว์เหล่านั้นตกลงไป จึงตรัสว่า
“ภัททชิ ญาติทั้งหลายของเธอจะลำบาก“
พระเถระจึงปล่อยปราสาท ตามคำของพระศาสดา ปราสาทกลับตั้งอยู่ในที่เดิมนั่นเทียว พระผู้มีพระภาคเสด็จถึงฝั่ง ภิกษุทั้งหลายทูลถามว่า
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ปราสาทนี้พระภัททชิเถระเคยอยู่เมื่อไร พระพุทธเจ้าข้า“
พระผู้มีพระภาคจึงตรัสมหาปนาทชาดก แล้วยังมหาชนให้ดื่มน้ำอมฤต คือ พระธรรม ก็พระเถระครั้นแสดงปราสาททอง อันตนเคยอยู่อาศัยแล้ว พรรณนาด้วยคาถาพยากรณ์พระอรหัตผลว่า
“พระเจ้าปนาทะ มีปราสาททองกว้างโยชน์กึ่ง สูง ๒๕ โยชน์ มีชั้นพันชั้น ร้อยพื้น สร้างสลอนไปด้วยธง แวดล้อมไปด้วยแก้วมณีสีเขียวเหลือง ในปราสาทนั้นมีคนธรรพ์ประมาณหกพัน แบ่งเป็น ๗ พวก พากันฟ้อนรำอยู่“
อ้างอิง :
ภัททชิเถรคาถา พระไตรปิฏกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ เล่มที่ ๕๑ หน้าที่ ๑๐๓ - ๑๐๙