ภายในบริเวณ Ganwaria Stupa
หมู่บ้าน Piprahwa อุตตรประเทศ
บุพกรรมของพระอุบลวรรณาเถรี
พระอุบลวรรณาเถรีนี้ ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดในเรือนสกุล กรุงหังสวดี รู้เดียงสาแล้วก็ไปเฝ้าพระศาสดาพร้อมกับมหาชน ฟังธรรม เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุณีรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นเลิศของเหล่าภิกษุณีผู้มีฤทธิ์ จึงถวายมหาทานแก่พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ๗ วัน ปรารถนาตำแหน่งนั้น นางกระทำกุศลจนตลอดชีวิต ท่องเที่ยวอยู่ในเทวดาและมนุษย์
ครั้งพระกัสสปพุทธเจ้า ก็ถือปฏิสนธิในพระราชมณเฑียรของพระเจ้ากาสีพระนามว่ากิกิ กรุงพาราณสี เป็นพระราชธิดาองค์หนึ่งระหว่างพระพี่น้องนาง ๗ พระองค์ ทรงประพฤติพรหมจรรย์อยู่ถึง ๒๐,๐๐๐ ปี สร้างบริเวณถวายพระภิกษุสงฆ์ แล้วบังเกิดในเทวโลก
ถวายข้าวตอกแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า
ครั้นจุติจากเทวโลกนั้นแล้วก็กลับมาสู่มนุษยโลกอีก บังเกิดในสถานที่ของคนทำงานด้วยมือตนเองเลี้ยงชีวิต ในหมู่บ้านตำบลหนึ่ง วันหนึ่งนางกำลังเดินไปกระท่อมกลางนา ระหว่างทางเห็นดอกปทุมบานแต่เช้าตรู่ในสระแห่งหนึ่ง จึงลงสู่สระนั้นเก็บดอกปทุมและใบปทุมสำหรับใส่ข้าวตอก ตัดรวงข้าวสาลีที่คันนา นั่งในกระท่อมคั่วข้าวตอก จัดวางข้าวตอกไว้ ๕๐๐ ดอก
ขณะนั้น ที่ภูเขาคันธมาทน์ พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งออกจากนิโรธสมาบัติ มายืนไม่ไกลนาง นางเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว ก็ถือเอาดอกปทุมพร้อมด้วยข้าวตอกลงจากกระท่อม ใส่ข้าวตอกลงในบาตรของพระปัจเจกพุทธเจ้า เอาดอกปทุมปิดบาตรถวาย
ขณะนั้น เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าไปได้หน่อยหนึ่ง นางก็ปริวิตกว่า ธรรมดานักบวชไม่ต้องการดอกไม้ จำเราจะไปถือดอกไม้มาประดับเสียเอง
จึงไปถือดอกไม้มาจากมือของพระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วก็คิดอีกว่า ถ้าพระผู้เป็นเจ้าไม่ต้องการดอกไม้ ก็จักไม่ให้วางไว้บนบาตร พระผู้เป็นเจ้าคงจักต้องการแน่แท้
จึงไปวางดอกไม้ไว้บนบาตรอีก ขอขมาพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว กระทำความปรารถนาว่า
"พระคุณเจ้าเจ้าข้า ด้วยผลของข้าวตอกเหล่านี้ของข้าพเจ้า ขอบุตรของข้าพเจ้าจงมีเท่าจำนวนข้าวตอก ๕๐๐ ด้วยผลของดอกปทุม ขอดอกปทุมจงผุดขึ้นทุก ๆ ย่างก้าว ในสถานที่ข้าพเจ้าบังเกิดแล้วบังเกิดอีก"
พระปัจเจกพุทธเจ้าเหาะไปยังภูเขาคันธมาทน์ ทั้งที่นางเห็นอยู่นั่นแล แล้วก็วางดอกปทุมนั้นไว้เป็นเครื่องเช็ดเท้า ใกล้บันไดเหยียบของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ณ เงื้อมเขานันทมูลกะ
บังเกิดในดอกปทุม
ด้วยผลของกรรมนั้น แม้นางก็ถือปฏิสนธิในเทวโลก นับแต่นางบังเกิดแล้ว ปทุมดอกใหญ่ก็ผุดทุก ๆ ย่างก้าวของนาง นางจุติจากเทวโลกนั้นแล้วก็บังเกิดในห้องปทุม ในสระปทุมแห่งหนึ่งใกล้เชิงภูเขา
ดาบสองค์หนึ่งอาศัยเชิงภูเขานั้นอยู่ ดาบสนั้นไปสระแต่เช้าตรู่เพื่อล้างหน้า เห็นดอกปทุมนั้นก็ครุ่นคิดว่า ปทุมดอกนี้ใหญ่กว่าดอกอื่น ๆ แต่ดอกอื่น ๆ บานแล้ว ดอกนี้ยังตูมอยู่ น่าที่จะมีเหตุในดอกปทุมนั้น จึงลงน้ำจับปทุมดอกนั้น พอดาบสจับดอกปทุมเท่านั้น ปทุมดอกนั้นก็บาน ดาบสก็เห็นเด็กหญิงนอนอยู่ภายในดอกปทุม และนับแต่เห็นแล้วก็ได้ความรักประดุจธิดา จึงนำไปบรรณศาลาพร้อมกับดอกปทุมให้นอนบนเตียง
ลำดับนั้น น้ำนมก็เกิดที่หัวนิ้วแม่มือด้วยบุญญานุภาพของนาง เมื่อปทุมดอกนั้นเหี่ยว ดาบสก็นำปทุมดอกอื่นมาใหม่ให้นางนอน นับตั้งแต่นางสามารถวิ่งมาวิ่งไปได้ ดอกปทุมก็ผุดขึ้นทุกย่างก้าว ผิวพรรณแห่งเรือนร่างของนางก็เหมือนสีทองบัวบก ผิวนางไม่ถึงผิวพรรณเทวดา ก็ล้ำผิวพรรณมนุษย์ เมื่อบิดาไปแสวงหาผลาผล นางก็ถูกปล่อยทิ้งไว้ ณ บรรณศาลา
ต่อมาวันหนึ่ง สมัยนางเจริญวัยแล้ว เมื่อบิดาไปแสวงหาผลาผล พรานป่าผู้หนึ่งพบนางแล้วคิดว่ามนุษย์ทั้งหลายที่จะมีรูปอย่างนี้ไม่น่ามี ดังนั้น จักทดลองนาง จึงนั่งคอยรอให้ดาบสกลับมา
เมื่อบิดากลับมา นางก็เดินสวนทางไปรับหาบและคณโฑน้ำ และเมื่อบิดามานั่งแล้ว ก็ปฏิบัติหน้าที่ของตน
ครั้งนั้น พรานป่านั้นก็รู้ว่านางเป็นมนุษย์ พรานป่านั้นจึงนั่งกราบดาบส ดาบสจึงเชื้อเชิญพรานป่าด้วยเผือกมันผลไม้กับน้ำดื่ม แล้วถามว่า
"พ่อมหาจำเริญ ท่านจักพักอยู่ที่นี้หรือจักไป"
เขาตอบว่า
"จักไปเจ้าข้า ในที่นี้จักทำอะไรได้"
"เหตุการณ์ที่ท่านเห็นแล้วนี้ ท่านจักไม่พูดในสถานที่ท่านไปแล้วได้ไหม"
"ถ้าพระคุณเจ้าไม่ประสงค์ เหตุไรข้าจึงจะพูดเล่า เจ้าข้า"
พรานป่าไหว้ดาบส แล้วลอบกระทำเครื่องหมายไว้ที่กิ่งไม้และต้นไม้ เพื่อให้เป็นเครื่องหมายให้จำหนทางได้เวลาจะมาอีก แล้วกลับไป
พรานป่านั้นไปกรุงพาราณสีแล้วก็เฝ้าพระราชา พระราชาตรัสถามว่า
"เจ้ามาทำไม"
เขากราบทูลว่า
"ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระบาทเป็นพรานป่าของพระองค์ พบนางแก้วที่น่าอัศจรรย์ใกล้เชิงเขา จึงมาเฝ้า พระเจ้าข้า"
แล้วกราบทูลเรื่องถวายทุกประการ ท้าวเธอทรงสดับคำของพรานป่าแล้ว ก็รีบเสด็จไปยังเชิงเขาตั้งค่ายพักพลในที่ไม่ไกลนัก เสด็จไปที่บรรณศาลานั้นพร้อมด้วยพรานป่ากับเหล่าทหาร ในเวลาที่ดาบสฉันเสร็จแล้วนั่งพักอยู่ ทรงไหว้ ทรงทำปฏิสันถารแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง พระราชาทรงวางเครื่องบริขารสำหรับบรรพชิตไว้แทบเท้าของดาบส ตรัสว่า
"ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าทำอะไรบางอย่างในที่นี้แล้วก็จักไป"
ดาบสถวายพระพรว่า
"โปรดแสดงไปเถิด มหาบพิตร"
"ข้าพเจ้าจักไปเจ้าข้า ได้ยินมาว่า บริษัทที่เป็นข้าศึกมีอยู่ใกล้พระคุณเจ้า บริษัทนั้นไม่สมควรแก่บรรพชิต จงไปเสียกับข้าพเจ้าเถิดนะ เจ้าข้า"
"ขึ้นชื่อว่าจิตใจของมนุษย์ ทำให้พอใจได้ยาก นางจะอยู่ท่ามกลางผู้คนจำนวนมากได้อย่างไร"
"นับตั้งแต่ข้าพเจ้าชอบใจนาง ข้าพเจ้าก็อาจจะตั้งนางไว้ในตำแหน่งสูงสุดของผู้คนทั้งหลาย แล้วทำนุบำรุงนะเจ้าข้า"
ดาบส สดับพระราชดำรัส จึงเรียกธิดาตามนามที่ตั้งไว้ครั้งยังเล็กว่า "ลูกปทุมวดี" ด้วยการเรียกครั้งเดียวเท่านั้น นางก็ออกจากบรรณศาลามายืนไหว้บิดา บิดาจึงกล่าวกะนางว่า
"ลูกเอ๋ย เจ้าก็โตเป็นสาวแล้ว นับแต่พระราชาทรงพบแล้ว เจ้าจะอยู่ในที่นี้ ก็จะไม่ผาสุกดอกนะ จงตามเสด็จไปกับพระราชาเสียเถิดนะลูกนะ"
นางรับคำบิดาว่า
"ดีละพ่อท่าน"
ไหว้แล้วก็ยืนร้องไห้อยู่ พระราชาทรงดำริว่า
"จำเราจักยึดจิตใจบิดาของนางไว้"
จึงทรงวางกองกหาปณะไว้ที่ตรงนั้นนั่นเอง แล้วทรงทำอภิเษก ท้าวเธอทรงนำนางไปยังพระนครของพระองค์ นับแต่เสด็จกลับมาแล้วก็มิได้ทรงสนพระทัยสตรีอื่น ๆ ทรงอภิรมย์อยู่กับนาง
เหล่าสตรีอื่นผู้แวดล้อมพระราชานั้นมีปกติริษยาอยู่แล้ว ประสงค์จะทำนางให้แตกกับพระราชา จึงพากันเพ็ดทูลอย่างนี้ว่า
"ข้าแต่พระทูลกระหม่อม สตรีผู้นี้มิใช่มนุษย์ดอกเพคะ ทูลกระหม่อมเคยทอดพระเนตรเห็นดอกปทุมผุดขึ้นในถิ่นที่มนุษย์สัญจรไปที่ไหนเล่าเพคะ นางผู้นี้ต้องเป็นยักษิณีแน่ ขอทูลกระหม่อมโปรดเนรเทศมันไปเสียเถิดเพคะ"
พระราชาทรงสดับคำของสตรีเหล่านั้น ก็ได้แต่ทรงนิ่งอึ้ง
ต่อมา เมืองชายแดนของพระราชาเกิดแข็งเมือง ท้าวเธอทรงพระดำริว่าพระนางปทุมวดีมีพระครรภ์แก่ จึงทรงพักพระนางไว้ในพระนคร แล้วเสด็จไปยังเมืองชายแดน
ครั้งนั้น สตรีเหล่านั้นจึงให้สินบนแก่หญิงรับใช้ผู้ปรนนิบัติพระนาง สั่งว่า
"พอทารกของพระนางประสูติออกมา เจ้าจงนำออกไป แล้วเอาเลือดทาไม้ท่อนหนึ่ง วางไว้ใกล้ ๆ"
ไม่นานนัก พระนางปทุมวดีก็ประสูติ มีพระมหาปทุมกุมารพระองค์เดียวเท่านั้นที่ถือปฏิสนธิในพระครรภ์ ส่วนพระกุมารอีก ๔๙๙ พระองค์ บังเกิดเป็นสังเสทชกำเนิด (เกิดในที่ชื้นแฉะ)
ในเวลาที่พระมหาปทุมกุมารประสูติออกจากพระครรภ์ของพระมารดา ขณะนั้น หญิงรับใช้ของพระนางรู้ว่า พระนางยังไม่ได้พระสติ ก็เอาเลือดทาไม้ท่อนหนึ่งแล้ววางไว้ใกล้ ๆ แล้วให้สัญญาณแก่สตรีเหล่านั้น สตรีทั้ง ๕๐๐ คน ก็รับพระกุมารไปคนละองค์ส่งไปสำนักช่างกลึง ให้นำกล่องตลับมาใส่พระกุมารแต่ละองค์ ให้บรรทมในกล่องตลับนั้น ตีตราข้างนอกกล่องวางไว้
ฝ่ายพระนางปทุมวดี รู้สึกพระองค์แล้ว รับสั่งถามหญิงรับใช้ว่า
"ข้าคลอดแล้วหรือไม่"
หญิงรับใช้พูดตะคอกเอากะพระนางว่า
"พระแม่เจ้าจะได้ทารกมาแต่ไหนเล่า"
แล้ววางท่อนไม้ทาเลือดไว้เบื้องพระพักตร์ทูลว่า
"นี้ทารกที่ประสูติออกจากพระครรภ์ของพระแม่เจ้าไงละ"
พระนางทอดพระเนตรเห็นท่อนไม้นั้น ก็ทรงโทมนัส ให้ผ่าท่อนไม้นั้นโดยเร็ว แล้วตรัสสั่งว่า
"เจ้าจงนำออกไป ถ้าใครเห็นก็จะอายเขา"
หญิงรับใช้นั้นรับพระราชเสาวนีย์แล้ว ทำเป็นเหมือนว่าหวังดี ก็ผ่าท่อนไม้ ใส่เข้าไปในเตาไฟ
ฝ่ายพระราชาเสด็จกลับจากเมืองชายแดน ทรงนับถือฤกษ์ยาม ตรัสสั่งให้จัดค่ายพักพลประทับอยู่ภายนอกพระนคร ขณะนั้น สตรีเหล่านั้นพากันออกไปรับเสด็จพระราชากราบทูลว่า
"ข้าแต่ทูลกระหม่อม พระองค์คงไม่ทรงเชื่อพวกข้าพระบาท คำที่พวกข้าพระบาทกราบทูล เป็นเหมือนมิใช่เหตุการณ์ ขอพระองค์โปรดเรียกหญิงรับใช้ของพระมเหสีมาสอบถามสิเพคะ พระเทวีของพระองค์ประสูติเป็นท่อนไม้"
พระราชาไม่ทันทรงสอบสวนเหตุการณ์นั้น เข้าพระทัยว่าผู้นี้เห็นจะไม่ใช่ชาติมนุษย์แน่ จึงทรงขับไล่พระนางออกไปจากพระราชมณเฑียร ขณะพระนางเสด็จออกจากพระราชมณเฑียร ดอกปทุมก็หายไป แม้แต่พระฉวีวรรณแห่งพระสรีระก็เผือดลงไป พระนางลำพังพระองค์ เสด็จดำเนินไประหว่างถนน
ขณะนั้นหญิงวัยแก่ผู้หนึ่งพบพระนางก็เกิดรักประดุจว่าลูกสาวตน จึงถามว่า
"ลูกเอ๋ย เจ้าจะไปไหนเล่า"
"ดิฉันเป็นคนจรมา กำลังเดินตรวจหาที่อยู่จ้ะ"
"มาที่นี้สิลูก"
แล้วพาพระนางไปที่อยู่ จัดแจงอาหารเลี้ยง
เมื่อพระนางประทับอยู่ ณ ที่นั้น สตรี ๕๐๐ คนนั้น ก็ร่วมใจกันกราบทูลพระราชาว่า
"ข้าแต่พระทูลกระหม่อม เมื่อพระองค์เสด็จพักค่ายอยู่ ข้าพระบาทมีความปรารถนาว่า เมื่อพระทูลกระหม่อมของพวกข้าพระบาท ชนะสงครามเสด็จกลับมา พวกข้าพระบาทจักทำพลีกรรมบวงสรวง เล่นกีฬาทางน้ำถวายแก่เทวดาแม่พระคงคา ขอพระทูลกระหม่อมโปรดประกาศความข้อนี้ด้วยเพคะ"
พระราชาทรงยินดีตามคำของสตรีเหล่านั้น ได้เสด็จไปเพื่อทรงเล่นกีฬาทางน้ำ ณ แม่พระคงคา สตรีเหล่านั้นต่างถือกล่องตลับ ที่แต่ละคนรับไว้อย่างปกปิด พากันไปยังแม่น้ำ คลุมผ้าไว้เพื่อปกปิดกล่องตลับเหล่านั้น กระโดดลงน้ำปล่อยกล่องตลับไป กล่องตลับเหล่านั้นไปพร้อมกัน ติดอยู่ที่ตาข่ายซึ่งเขาคลี่ไว้ใต้กระแสน้ำทั้งหมด
จากนั้น เวลาที่พระราชาทรงกีฬาทางน้ำเสร็จแล้ว เสด็จขึ้นจากน้ำ พวกราชบุรุษ ก็ยกตาข่ายขึ้น เห็นกล่องตลับเหล่านั้น ก็นำมาถวายพระราชา
พระราชาทรงตรวจดูกล่องตลับ ตรัสถามว่า
"พ่อเอ๋ย อะไรอยู่ในกล่องตลับ"
ราชบุรุษกราบทูลว่า
"ไม่ทราบเกล้า พระเจ้าข้า"
ท้าวเธอโปรดให้เปิดกล่องเหล่านั้นตรวจดู ทรงให้เปิดกล่องตลับของพระมหาปทุมกุมารเป็นกล่องแรก
ตั้งแต่วันที่เขาให้พระกุมารเหล่านั้นทุกพระองค์บรรทมในกล่องตลับ น้ำนมก็บังเกิดที่หัวพระองคุลีของพระกุมารทุกพระองค์อันเกิดจากบุญฤทธิ์
ท้าวสักกเทวราชโปรดให้จารึกพระอักษรไว้ภายในกล่องตลับเพื่อให้พระราชานั้นหมดสงสัยว่าพระกุมารเหล่านั้นบังเกิดในพระครรภ์ของพระนางปทุมวดี เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าพาราณสี สตรี ๕๐๐ คน เป็นศัตรูของพระนางปทุมวดี ใส่พระกุมารเหล่านั้นลงในกล่องตลับแล้วโยนลงน้ำ ขอพระราชาโปรดทรงทราบเหตุการณ์นี้
พระราชาครั้นพอเปิดกล่องตลับ พบพระกุมารและทรงอ่านอักษร เมื่อทรงทราบความโดยตลอดแล้วก็ทรงยกพระมหาปทุมกุมารขึ้น รับสั่งให้รีบเร่งเทียมรถ ตรัสสั่งว่า
"พวกเจ้าจงจัดม้า วันนี้ เราจักเข้าไปภายในพระนคร จะกระทำให้สะใจสำหรับผู้หญิงบางจำพวก"
แล้วเสด็จขึ้นพระมหาปราสาท วางถุงทรัพย์พันกหาปณะบนคอช้าง โปรดให้ตีกลองร้องป่าวไปในพระนครว่า
"ผู้ใดพบพระนางปทุมวดี ผู้นั้นจงรับทรัพย์พันกหาปณะนี้ไป"
พระนางปทุมวดีสดับคำประกาศนั้นแล้วได้ให้สัญญาณแก่มารดาว่า
"แม่จ๋า จงรับถุงทรัพย์พันกหาปณะจากคอช้างสิจ๊ะ"
มารดากล่าวว่า
"แม่รับทรัพย์เช่นนั้นไม่ได้ดอกจ้ะ"
แม้มารดาเมื่อถูกพระนางบอกครั้งที่สอง ครั้งที่สาม จึงถามว่า
"ลูกเอ๋ย แม่จะพูดว่าอย่างไรเล่า จึงจะรับทรัพย์ได้"
"พูดว่า ลูกสาวฉันเขาพบพระนางปทุมวดีจ้ะ แล้วรับเอา"
มารดาคิดว่าเรื่องนั้นจะจริงหรือไม่ก็ช่างเถิด แล้วก็ไปรับเอาถุงทรัพย์พันกหาปณะ
ครั้งนั้น ผู้คนทั้งหลายถามนางว่า
"แม่ พบพระนางปทุมวดีหรือจ้ะแม่"
นางกล่าวว่า
"ฉันไม่พบดอกจ้ะ ลูกสาวฉันเขาว่าเขาพบจ้ะ"
ผู้คนเหล่านั้นก็ให้นางพาไปพบลูกสาว หญิงแก่นั้นก็พาชนเหล่านั้นไปยังที่อยู่ของนาง เมื่อผู้คนเหล่านั้นไปถึงเห็นพระนางปทุมวดี ก็หมอบลงแทบเท้าทั้งสอง เวลานั้นหญิงแก่นั้นจึงรู้ว่า ผู้นี้คือพระนางปทุมวดีเทวี จึงกล่าวว่า
"ข้อที่พระมเหสีของพระราชาอยู่อย่างปราศจากการอารักขาเช่นนี้ เป็นกรรมที่ทำอย่างหนักสำหรับสตรีหนอ"
ราชบุรุษเหล่านั้นให้ทำความสะอาดที่ประทับอยู่ของพระนางปทุมวดีแล้ว ล้อมไว้ด้วยม่าน ตั้งกองอารักขาไว้ที่ประตู แล้วกลับไปกราบทูลพระราชา พระราชาทรงส่งพระวอทองไป พระนางปทุมวดีรับสั่งว่า
"หม่อมฉันจักไม่ไปโดยวิธีอย่างนี้ ขอได้ทรงโปรดให้ลาดเครื่องอันวิจิตรด้วยผ้าเปลือกไม้อย่างดี ในระหว่างทางตั้งแต่ที่อยู่ของหม่อมฉันไปจนถึงกรุงราชคฤห์ ให้ติดเพดานผ้าอันวิจิตรด้วยดาวทองไว้ข้างบน เมื่อเครื่องอลังการทุกอย่างที่โปรดส่งมาเพื่อประดับ ประดับตกแต่งแล้ว หม่อมฉันจักเดินไปด้วยเท้า ชาวพระนครจักเห็นสมบัติของหม่อมฉัน ด้วยวิธีอย่างนี้"
พระราชารับสั่งว่า
"พวกเจ้าจงทำให้ต้องพระทัยของพระนางปทุมวดีเถิด"
ลำดับนั้น พระนางปทุมวดีทรงประดับเครื่องประดับทุกอย่างแล้ว ทรงพระดำริจักเสด็จไปพระราชนิเวศน์ ก็เริ่มเดินทาง
ครั้งนั้น ดอกปทุมทั้งหลายก็ผุดชำแรกเครื่องลาดอันวิจิตรด้วยผ้าเปลือกไม้อย่างดี ในที่ ๆ พระนางย่างพระบาทเหยียบไป ๆ พระนางครั้นทรงแสดงสมบัติของพระองค์แก่มหาชน แล้วก็เสด็จขึ้นพระราชนิเวศน์ ให้พระราชทานเครื่องลาดอันวิจิตรด้วยผ้าเหล่านั้นทั้งหมดแก่หญิงแก่นั้นเป็นค่าเลี้ยงดู
ฝ่ายพระราชา รับสั่งให้เรียกสตรี ๕๐๐ คนนั้นมาแล้วตรัสว่า
"ดูกรพระเทวี เราให้ผู้หญิงเหล่านี้เป็นทาสีของเจ้า"
พระนางปทุมวดีกราบทูลว่า
"ดีละเพคะทูลกระหม่อม ขอได้โปรดให้ประกาศไปทั่วพระนครว่า พระราชทานหญิงเหล่านี้ให้เป็นสิทธิ์แก่หม่อมฉันแล้ว"
พระราชาก็ให้ตีกลองป่าวประกาศว่า หญิง ๕๐๐ คน ที่เป็นศัตรูของพระนางปทุมวดี เราได้มอบให้เป็นทาสีของพระนางแล้ว
พระนางทรงทราบว่า ทั่วพระนครต่างกำหนดรู้ว่า หญิงเหล่านั้นเป็นทาสีกันแล้ว จึงกราบทูลถามพระราชาว่า
"ทูลกระหม่อมเพคะ หม่อมฉันจะทำทาสีของหม่อมฉันให้เป็นไทแก่ตัว ได้ไหมเพคะ"
พระราชาตรัสว่า
"เทวี เจ้าปรารถนาก็ได้สิ"
"เมื่อเป็นดังนั้น ขอได้โปรดให้ตีกลองป่าวประกาศอีกว่า หญิง ๕๐๐ คน ที่ทรงให้ตีกลองป่าวประกาศพระราชทานให้เป็นทาสีของหม่อมฉัน ได้ทรงทำให้เป็นไทหมดทุกคนแล้ว"
เมื่อพระราชาทรงทำหญิงเหล่านั้นให้เป็นไทแล้ว พระนางก็ทรงมอบพระราชโอรส ๔๙๙ พระองค์ไว้ในมือสตรีเหล่านั้นเพื่อให้เลี้ยงดู พระมหาปทุมราชกุมารพระองค์เดียว ทรงรับเลี้ยงดูด้วยพระองค์เอง
อยู่ต่อมา เมื่อพระราชกุมารเหล่านั้นถึงวัยเล่น พระราชาก็โปรดให้สร้างสถานที่เล่นนานาชนิดไว้ในพระราชอุทยาน คราวมีพระชันษาได้ ๑๖ พรรษา พระราชกุมารเหล่านั้น ทุกพระองค์พร้อมพระทัยกัน ทรงเล่นในสระมงคลโบกขรณีที่ดารดาษด้วยดอกปทุมในพระราชอุทยาน ทอดพระเนตรเห็นดอกปทุมใหม่บานและดอกปทุมเก่าร่วงหล่นจากขั้ว ทรงดำริว่า
"ชรานี้ยังมาถึงอนุปาทินนกสังขาร (สังขารที่กรรมไม่ยึดครองหรือเกาะกุม) ที่ไม่มีวิญญาณครองนี้หนอ จะป่วยกล่าวไปไยว่าชราจะไม่มาถึงสรีระของพวกเราเล่า แม้สรีระนี้ก็คงจักมีคติอย่างนี้เหมือนกัน"
ทรงยึดถือให้เป็นอารมณ์แล้ว ก็บังเกิดพระปัจเจกโพธิญาณทุกพระองค์ เสด็จลุกขึ้นประทับนั่งขัดสมาธิ ณ กลีบดอกปทุมทั้งหลาย
ลำดับนั้น พวกราชบุรุษที่ตามเสด็จไปกับพระราชกุมารเหล่านั้น รู้ว่าวันเวลาล่วงไปมากแล้วจึงทูลว่า
"พระลูกเจ้าพระเจ้าข้า ขอทรงโปรดทราบเวลาของพระองค์เถิด"
พระราชกุมารเหล่านั้นก็ทรงนิ่ง พวกราชบุรุษจึงไปกราบทูลพระราชาว่า
"ข้าแต่สมมติเทพ พระราชกุมารทั้งหลาย ประทับนั่งเหนือกลีบปทุมทั้งหลาย เมื่อพวกข้าพระบาททูลก็ไม่ยอมเปล่งพระวาจาเลย พระเจ้าข้า"
พระราชารับสั่งว่า
"พวกเจ้าจงให้พระราชกุมารเหล่านั้นประทับนั่งตามความพอพระทัยเถิด"
พระราชกุมารเหล่านั้น ได้รับอารักขาตลอดคืนยังรุ่ง จนอรุณขึ้นก็ยังคงประทับนั่งเหนือกลีบดอกปทุมอยู่อย่างนั้น
พวกราชบุรุษเข้าเฝ้าวันรุ่งขึ้นทูลว่า
"ข้าแต่เทวะ ขอโปรดทรงทราบเวลาเถิด พระเจ้าข้า"
พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายรับสั่งว่า
"พวกเราไม่ได้เป็นเทวะ พวกเราชื่อว่าพระปัจเจกพุทธเจ้าต่างหากเล่า"
พวกราชบุรุษทูลว่า
"ข้าแต่พระลูกเจ้า พระองค์ตรัสคำหนัก ธรรมดาว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าไม่เป็นอย่างที่พระองค์ดอก พระเจ้าข้า พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นต้องทรงผมและหนวด ๒ องคุลี ทรงบริขาร ๘ สวมอยู่ที่พระกายสิ พระเจ้าข้า"
พระราชกุมารเหล่านั้นทรงลูบพระเศียรด้วยพระหัตถ์เบื้องขวา ทันใดนั้นเอง เพศคฤหัสถ์ก็หายไป บริขาร ๘ ก็สวมที่พระกาย ต่อนั้นก็เหาะไปยังเงื้อมเขาชื่อนันทมูลกะทั้งที่มหาชนเห็น ๆ อยู่นั่นเอง
ฝ่ายพระนางปทุมวดีเทวี ทรงโศกเศร้าพระทัยว่า เรามีบุตรมาก ก็กลายเป็นคนไร้บุตรไปเสียแล้ว ด้วยความเศร้าโศกนั้นเอง ก็เสด็จทิวงคต ไปบังเกิดในสถานที่ของคนทำงานด้วยมือตนเองเลี้ยงชีพ ในหมู่บ้านใกล้ประตูกรุงราชคฤห์ ต่อมา มีสามี วันหนึ่งนำข้าวยาคูไปนาเพื่อให้สามี เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ๘ องค์ ในจำนวนบุตรของตนเหล่านั้นเอง กำลังเหาะมาเวลาภิกษาจาร จึงรีบรุดไปบอกสามีว่า
"นายเจ้าขา ดูพระปัจเจกพุทธเจ้าสิ เรานิมนต์ท่านมาฉันเถิด"
สามีกล่าวว่า
"ธรรมดานกสมณะเหล่านี้ย่อมสัญจรไปอย่างนี้แม้ในที่อื่น นกสมณะเหล่านั้นไม่ใช่พระปัจเจกพุทธเจ้าดอกจ้ะ"
พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นก็ลงมาในที่ไม่ไกลจากที่คนทั้งสองกำลังพูดกัน หญิงคนนั้นก็ถวายโภชนะคือ ข้าวสวยและกับส่วนของตนในวันนั้นแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น แล้วนิมนต์ว่า
"พรุ่งนี้ขอท่านทั้ง ๘ องค์ โปรดรับภิกษาหารของข้าพเจ้านะเจ้าคะ"
พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวว่า
"ดีละ ท่านอุบาสิกา สักการะของท่าน ก็จงมีเท่าวันนี้ อาสนะก็จงมีไว้ ๘ ที่ แต่ท่านเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าอื่น ๆ มาก ก็พึงทำจิตใจของท่านให้เลื่อมใสไว้นะ"
วันรุ่งขึ้น หญิงคนนั้นก็ปูอาสนะไว้ ๘ ที่ จัดแจงเครื่องสักการสัมมานะไว้สำหรับพระปัจเจกพุทธเจ้า ๘ องค์ แล้วก็นั่งคอย
พระปัจเจกพุทธเจ้าที่ได้รับนิมนต์ ก็ให้สัญญาแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าอื่น ๆ ว่า
"ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย วันนี้ ท่านทั้งหลายอย่าไปที่อื่น ทั้งหมดจงช่วยกันทำการสงเคราะห์มารดาของท่านเถิด"
พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นฟังคำของพระปัจเจกพุทธเจ้า ๘ องค์นั้นแล้ว ร่วมใจกันทุกองค์ เหาะไปปรากฏองค์อยู่ใกล้ประตูเรือนของมารดา แม้นางเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้ามากองค์ ก็ไม่หวั่นไหว เพราะได้สัญญามาก่อนแล้ว ก็นิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นทุกองค์เข้าไปยังเรือนให้นั่งเหนืออาสนะ
เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นนั่งตามลำดับ องค์ที่ ๙ ก็เนรมิตอีก ๘ อาสนะ ตนเองก็นั่งอาสนะใกล้ เรือนก็ขยายออกไปเท่ากับจำนวนอาสนะที่เพิ่มขึ้น
เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหมดนั่งเรียบร้อยแล้วอย่างนี้ หญิงนั้นก็ถวายสักการะที่ตนจัดแจงสำหรับพระปัจเจกพุทธเจ้า ๘ องค์ จนเพียงพอแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์ แล้วนำดอกอุบลขาบ ๘ กำ มาวางไว้แทบเท้าพระปัจเจกพุทธเจ้าที่ตนนิมนต์มาเท่านั้น กล่าวทำความปรารถนาว่า
"พระคุณเจ้าค่ะ ขอวรรณะแห่งสรีระของข้าพเจ้า จงเป็นเหมือนวรรณะข้างในของดอกอุบลขาบเหล่านี้ ในสถานที่ข้าพเจ้าเกิดแล้วเกิดเล่าด้วยนะเจ้าคะ"
พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย กระทำอนุโมทนาแก่มารดาแล้ว ก็พากันไปยังภูเขาคันธมาทน์ แม้นางก็กระทำกุศลจนตลอดชีวิต จุติจากมนุษยโลกแล้วก็บังเกิดในเทวโลก
ชาติสุดท้าย
ในพุทธุปบาทกาลนี้ก็ถือปฏิสนธิในสกุลเศรษฐี กรุงสาวัตถี บิดามารดาก็ตั้งชื่อของนางว่าอุบลวรรณา เพราะมีผิวพรรณเสมอด้วยวรรณะของดอกอุบลขาบ
สมัยนั้น เวลาที่นางเติบโตเป็นสาวแล้ว พระราชาทั้งหลายทั่วชมพูทวีปพากันส่งทูตไปยังสำนักเศรษฐีว่า ขอจงให้ธิดาแก่เราเถิด
พระราชาผู้ชื่อว่าไม่ส่งทูตไปไม่มีเลย ดังนั้นเศรษฐีจึงคิดว่า เราไม่อาจจะทำให้พระราชาทั้งหมดพอพระทัยได้ เราจักทำอุบายอย่างหนึ่ง
ดังนี้แล้ว จึงเรียกธิดามาถามว่า
"ลูกเอ๋ย บวชเสียได้ไหมลูก"
คำของบิดาได้เป็นประหนึ่งน้ำมันที่เคี่ยวแล้วร้อยครั้ง รดลงที่ศีรษะ เพราะนางมีภพสุดท้ายแล้ว เพราะฉะนั้น นางจึงตอบบิดาว่า
"ลูกจักบวชจ้ะพ่อจ๋า"
เศรษฐีนั้นก็ทำสักการะแก่นาง นำไปสำนักภิกษุณีแล้วให้บวช เมื่อนางบวชได้ไม่นานนัก วาระตามกาลในโรงอุโบสถก็มาถึง นางจุดประทีปแล้วกวาดโรงอุโบสถ ยืนถือนิมิตแห่งเปลวประทีป ตรวจดูบ่อย ๆ ก็ทำฌานที่มีเตโชกสิณเป็นอารมณ์ให้บังเกิด กระทำฌานนั้นนั่นแลให้เป็นบาท ก็บรรลุพระอรหัต แม้อภิญญาและปฏิสัมภิทา ก็สำเร็จพร้อมกับพระอรหัตผลนั้นแล
อ้างอิง:
อรรถกถา อุบลวัณณาเถรีคาถา