ถ้ำโสนภัณฑาร์ (Son Bhandar Caves) เชิงเขาเวภารบรรพต เมืองราชคฤห์
บุพกรรมของพระธรรมทินนาเถรี
ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ พระธรรมทินนาเถรีนั้นเกิดในสกุลหนึ่งในเมืองหังสวดี มีอาชีพรับจ้าง วันหนึ่งได้เห็นพระอัครสาวกชื่อสุชาตเถระ ก็เกิดความเลื่อมใส ได้ถวายขนมและนิมนต์ไปฉันโภชนะที่เรือนของตน ต่อมา นางไปวิหารกับแม่สามีเพื่อฟังธรรม และได้พบเห็นพระพุทธเจ้า ทรงแต่งตั้งภิกษุณีรูปหนึ่งว่าเป็นเลิศทางธรรมกถึก นางต้องการปรารถนาตำแหน่งนั้นบ้าง จึงนิมนต์พระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ รับมหาทาน แล้วเปล่งวาจาปรารถนา พระศาสดาทรงพยากรณ์ว่า
"ความปรารถนาของนางจะสำเร็จในพุทธสมัยของพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม"
สมัยพระปุสสะพุทธเจ้า
ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่า ปุสสะ นางก็อยู่ในเรือนของคนทำงานที่ถูกแต่งตั้งไว้ในตำแหน่งเป็นใหญ่ในเรื่องทานของสามพี่น้องต่างมารดากัน ถูกสั่งว่า จงให้หนึ่ง แต่ก็ให้เสียสอง นางถวายทานทุกอย่างไม่ลดลงเลยอย่างนี้
สมัยพระกัสสปพุทธเจ้า
ล่วงกัปที่ ๙๒ ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ นางถือปฏิสนธิในพระราชนิเวศน์ของพระเจ้ากิงกิ เป็นราชธิดาพระองค์หนึ่ง ในพระพี่น้องนาง ๗ พระองค์ ประพฤติพรหมจรรย์ถึง ๒๐,๐๐๐ ปี สร้างบริเวณที่อยู่ถวายพระภิกษุสงฆ์ เวียนว่ายอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลกพุทธันดรหนึ่ง
ชาติสุดท้ายของพระธรรมทินนาเถรี
ในพุทธุปบาทกาลนี้ นางถือปฏิสนธิในครอบครัวหนึ่ง ได้ชื่อว่า ธรรมทินนา ภายหลังได้มีเรือน เป็นภริยาของวิสาขเศรษฐี
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นได้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ทรงหมุนล้อพระธรรมอันประเสริฐ ได้ทรงแนะนำกุลบุตรมียสกุลบุตร เป็นต้น เสด็จถึงตำบลอุรุเวลา ในที่นั้นได้ทรงแนะนำชฎิลพันคน แล้วเสด็จดำเนินไปยังกรุงราชคฤห์กับหมู่ภิกษุขีณาสพผู้เป็นชฎิลเก่า แล้วทรงแสดงธรรมถวายพระเจ้าพิมพิสารมหาราช ซึ่งเสด็จดำเนินมาพร้อมกับบริษัทแสนสองหมื่นคนเพื่อเฝ้าพระพุทธเจ้า ในแสนสองหมื่นคนที่มาพร้อมกับพระราชาในครั้งนั้น หนึ่งหมื่นคนประกาศตนเป็นอุบาสก อีกหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นคนพร้อมกับพระเจ้าพิมพิสารดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล
วิสาขเศรษฐีเป็นคนหนึ่งในจำนวนนั้น เมื่อดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลในการเฝ้าครั้งแรกพร้อมกับคนเหล่านั้นแล้ว ในวันต่อมาก็ได้ฟังธรรมสำเร็จสกทาคามิผล แต่นั้นมาในภายหลังวันหนึ่ง ได้ฟังธรรมจึงได้ดำรงอยู่ในอนาคามิผล เมื่อได้เป็นพระอนาคามีแล้ว กลับสู่เรือนไม่ได้มาอย่างวันอื่น ๆ ที่มองนั่นดูนี่ หัวเราะยิ้มแย้มพลางเดินเข้ามา หากแต่กลายเป็นคนสงบอินทรีย์ มีใจสงบ เดินเข้าไป
นางธรรมทินนาแง้มหน้าต่างพลางมองไปที่ถนน เห็นเหตุการณ์ในการมาของเขาแล้ว ก็คิดว่า
"นี่อะไรกันหนอ"
เมื่อยืนที่หัวบันไดทำการต้อนรับเขา พลางก็เหยียดมือยื่นออกไป อุบาสกกลับหดมือของตนเสีย นางคิดว่า
"เราจะรู้ในเวลารับประทานอาหารมื้อเช้า"
แต่ก่อนอุบาสกย่อมรับประทานพร้อมกันกับนาง แต่วันนั้น ไม่ยอมมองนาง ทำราวกะว่าโยคาวจรภิกษุรับประทานคนเดียวเท่านั้น นางคิดว่า
"เวลานอนเราจะรู้"
อุบาสกไม่ยอมเข้าห้องนอน สั่งให้จัดห้องอื่น ให้ตั้งเตียงน้อยที่สมควร แล้วนอน
นางคิดว่า
"อะไรกันหนอ เขามีความปรารถนาข้างนอก หรือคงถูกผู้ชอบยุแหย่คนใดคนหนึ่งยุให้แตก หรือว่า เรานี่แหละมีความผิดอะไร ๆ"
แล้วก็เกิดเสียใจอย่างแรง ตัดสินใจว่าตลอดเวลาวันสองวันที่เขาอยู่นี่แหละ จะต้องรู้ให้ได้
แล้วจึงเข้าไปหาเขา ไหว้แล้ว ก็ยืนอยู่ อุบาสกถามว่า
"ธรรมทินนา ทำไมจึงมาผิดเวลาล่ะ"
นางตอบว่า
"ค่ะ ลูกเจ้า ดิฉันมา ท่านไม่เหมือนคนเก่า ขอถามหน่อยเถิดค่ะว่าท่านมีความปรารถนาภายนอกหรือ"
"ไม่มีหรอก ธรรมทินนา"
"มีใครอื่นเป็นคนยุแหย่หรือ"
"แม้นี้ก็ไม่มี"
"เมื่อเป็นเช่นนั้น ตัวดิฉันเองคงจะมีความผิดอะไร ๆ หรือ"
"ถึงเธอเองก็ไม่มีความผิด"
"แล้วทำไมท่านจึงไม่ทำแม้เพียงการพูดจาปราศรัยตามปกติกับดิฉันเล่า"
เขาคิดว่า
"ชื่อว่าโลกุตตรธรรมนี้เป็นภาระหนัก ไม่พึงเปิดเผย แต่ถ้าเราไม่บอก ธรรมทินนานี้จะพึงหัวใจแตกตายในที่นี้เอง"
เพื่ออนุเคราะห์นาง จึงบอกว่า
"ธรรมทินนา ฉันฟังธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้วได้บรรลุโลกุตตรธรรม ผู้ได้บรรลุโลกุตตรธรรมนั้นแล้ว การกระทำแบบโลก ๆ อย่างนี้ ย่อมไม่เป็นไป ถ้าเธอต้องการ ทรัพย์ส่วนของเธอ ๔๐๐ ล้าน ส่วนของฉันอีก ๔๐๐ ล้าน รวมแล้วก็มีทรัพย์อยู่ ๘๐๐ ล้าน เธอเป็นใหญ่ในที่นี้แล้วจงอยู่ดำรงตำแหน่งแม่ หรือตำแหน่งน้องสาวของฉันก็ได้ ฉันจะขอเลียงชีพด้วยเพียงก้อนข้าวที่เธอให้ ถ้าเธอจะไม่ทำอย่างที่ว่ามานี้ ก็จงเอาโภคะเหล่านี้ไปเรือนตระกูลก็ได้ และก็ถ้าเธอมีความต้องการชายภายนอก ฉันก็จะตั้งเธอไว้ในตำแหน่งน้องสาว หรือตำแหน่งลูกสาวแล้วเลี้ยงดู"
นางคิดว่าผู้ชายปกติ จะไม่มีใครพูดอย่างนี้ เขาคงแทงทะลุโลกุตตรธรรมเป็นแน่ ก็ผู้ชายเท่านั้นหรือที่พึงแทงทะลุธรรมนั้นได้ หรือแม้เป็นผู้หญิงก็สามารถแทงทะลุได้
นางจึงพูดว่า
"ธรรมนั้นผู้ชายเท่านั้นหรือหนอที่พึงได้คะ หรือแม้เป็นผู้หญิงก็สามารถได้"
"พูดอะไร ธรรมทินนา ผู้ที่เป็นนักปฏิบัตินั้นย่อมเป็นทายาทของธรรมนั้น ผู้ที่มีอุปนิสัยก็ย่อมได้รับธรรมนั้น"
"เมื่อเป็นอย่างนั้น ขอให้ท่านยินยอมให้ดิฉันบวชค่ะ"
"ดีแล้ว ฉันเองก็อยากจะแนะนำในทางนี้เหมือนกัน แต่ยังไม่รู้ใจเธอจึงไม่พูด"
วิสาขอุบาสกได้ไปเฝ้าพระเจ้าพิมพิสารในทันที ถวายบังคม แล้วก็ได้ยืนอยู่
พระเจ้าพิมพิสารตรัสถามว่า
"คฤหบดี ทำไมจึงได้มาผิดเวลาล่ะ"
เขาทูลว่า
"ขอเดชะ นางธรรมทินนาพูดว่า ดิฉันจะบวช"
"นางสมควรจะได้อะไรเล่า"
"ไม่มีอะไรอื่น ได้วอทอง และรับสั่งให้จัดตกแต่งพระนครก็เหมาะ ขอเดชะ"
พระราชาประทานวอทอง แล้วรับสั่งให้ตบแต่งพระนคร
วิสาขอุบาสกให้นางธรรมทินนาอาบน้ำหอม ให้ประดับประดาด้วยเครื่องสำอางทุกอย่าง ให้นั่งบนวอทอง แวดล้อมด้วยหมู่ญาติ บูชาด้วยดอกไม้หอม เป็นต้น ไปสู่สำนักภิกษุณี แล้วเรียนว่า
"ขอให้นางธรรมทินนาบวชเถิด แม่เจ้า"
พวกภิกษุณี พูดว่า
"คฤหบดี กะความผิดอย่างหนึ่งหรือสองอย่าง ก็ควรจะอดทนได้"
"ไม่มีความผิดอะไรหรอก แม่เจ้า เธอบวชด้วยศรัทธา"
ลำดับนั้น ภิกษุณีผู้สามารถรูปหนึ่ง จึงบอกกัมมัฏฐานหมวดห้าแห่งหนัง ให้โกนผมแล้วให้บวช
วิสาขอุบาสกได้กล่าวว่า
"แม่เจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระธรรมไว้ดีแล้ว ท่านจงยินดีเถิด"
เขาไหว้แล้วหลีกไป
ตั้งแต่วันที่นางบวชแล้ว ลาภสักการะก็เกิดขึ้น เพราะเหตุนั้นนางจึงยุ่งจนหาโอกาสทำสมณธรรมไม่ได้ ทีนั้นพวกพระเถรีที่เป็นอาจารย์และอุปัชฌาย์จึงพานางไปชนบท แล้วให้เรียนกัมมัฏฐานตามชอบใจในอารมณ์สามสิบแปดอย่าง การเริ่มทำสมณธรรมสำหรับนาง ลำบากไม่นาน เพราะเป็นผู้มีอภินิหารสมบูรณ์
ในอดีตกาล ท้ายแสนกัปจากภัทรกัปนี้ไป พระศาสดาทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ทรงอุบัติในโลก ครั้งนั้น นางธรรมทินนานี้ เป็นหญิงคนใช้ในตระกูลหนึ่ง ขายผมของตนแล้วถวายทานแด่พระอัครสาวกชื่อสุชาตเถระ แล้วได้ทำความปรารถนาไว้ เพราะถึงพร้อมด้วยอภินิหารแห่งความปรารถนานั้น นางจึงไม่เหนื่อยมาก สองสามวันเท่านั้นเองก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ นางคิดว่า
เราได้บวชในศาสนาเพราะประโยชน์อันใด เราถึงที่สุดประโยชน์อันนั้นแล้ว เราอยู่บ้านนอกหาประโยชน์อะไร พวกญาติเราจะทำบุญ ถึงภิกษุณีสงฆ์ ก็จะไม่ลำบากด้วยปัจจัย เราจะไปกรุงราชคฤห์ แล้วได้พาภิกษุณีสงฆ์ไปยังกรุงราชคฤห์
ภาพ :
By Ktoya - Wikimapia, CC BY-SA 3.0, https://commons.wikimedia.org/w/index.php?curid=69691283