หินสลักในถ้ำโสนภัณฑาร์ (Son Bhandar)
ที่เชื่อว่าเป็นสถานที่เก็บสมบัติพระเจ้าพิมพิสาร เมืองราชคฤห์
เมื่อพระศาสดาประทับนั่งบนพุทธอาสน์ที่เขาตกแต่งไว้ตรงกลาง พระธรรมเสนาบดีนั่ง ณ ข้างพระหัตถ์เบื้องขวา พระโมคคัลลานะนั่ง ณ ข้างพระหัตถ์เบื้องซ้าย ส่วนเบื้องหลังแห่งพระสาวกทั้ง ๒ นั้น เขาปูอาสนะไว้สำหรับท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ เหล่าภิกษุที่เหลือนั่งแวดล้อมท่าน
พระอัครสาวกทั้ง ๒ มีความเคารพในพระเถระเพราะท่านแทงตลอดธรรมอันเลิศ และเป็นพระเถระผู้เฒ่า ภิกษุทั้งหลายสำคัญพระเถระเหมือนท้าวมหาพรหม เหมือนกองไฟ และเหมือนอสรพิษ นั่งอาสนะในที่ใกล้ ก็ละอาย เกรงใจ
พระเถระคิดว่า
"ก็ภิกษุเหล่านั้นบำเพ็ญบารมีสิ้นอสงไขยแสนกัปเพื่อต้องการอาสนะใกล้ บัดนี้นั่งในอาสนะใกล้ จึงยำเกรง ละอายใจต่อเรา เราจะให้ภิกษุเหล่านั้นอยู่โดยความสำราญ"
พระเถระเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลว่า
"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ปรารถนาจะอยู่ในชนบท"
เมื่อพระศาสดาทรงอนุญาตแล้ว พระเถระได้เก็บงำเสนาสนะ ถือบาตรจีวรไปยังริมสระมันทากินีโปกขรณี ถิ่นช้างตระกูลฉัททันตะ
โขลงช้าวปรนนิบัติท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ
เมื่อกาลก่อน โขลงช้างตระกูลประเสริฐประมาณ ๘,๐๐๐ เคยชำนาญการปรนนิบัติพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย พอเห็นพระเถระคิดว่า
"บุญเขตของพวกเรามาถึงแล้ว"
ช้างเหล่านั้นได้เอาเล็บเขี่ยที่จงกรม เอาหญ้าออก นำกิ่งไม้เครื่องกีดขวางออกจัดแจงที่อยู่ของพระเถระ ทำวัตรทั้งหมด ประชุมปรึกษากัน ตั้งเวรกันไว้ว่า
"ก็ถ้าเราจะเสียสละว่า ผู้นี้จักกระทำกิจที่ควรทำแก่พระเถระไซร้ พระเถระทั้งที่มีบาตรเปล่า จักไปเหมือนไปบ้านญาติโยมเป็นอันมากโดยวาระใด ๆ เราก็จักปรนนิบัติโดยวาระนั้นๆ แต่เมื่อเวรของช้างหนึ่งมาถึงเข้า แม้พวกนอกนั้นก็ไม่ควรละเลย"
ช้างตัวที่อยู่เวร ตั้งน้ำบ้วนปากและไม้สีฟัน ทำวัตรพระเถระแต่เช้าตรู่ ก็สระโปกขรณีชื่อมันทากินีนี้กว้าง ๕๐ โยชน์ สระนั้นไม่มีสาหร่ายหรือจอกแหนในที่ประมาณ ๒๕ โยชน์ น้ำนั้นใสเหมือนสีแก้วผลึก ต่อแต่นั้นมีดงปทุมขาวแผ่ขยายไปกึ่งโยชน์ในน้ำแค่ยืน ตั้งล้อมสระ ๕๐ โยชน์ ถัดจากนั้น อันดับแรกมีดงปทุมแดงขนาดใหญ่ ถัดจากนั้นดงกุมุทแดง ถัดจากนั้นดงกุมุทขาว ถัดจากนั้นดงอุบลเขียว ถัดจากนั้นดงอุบลแดง ถัดจากนั้นดงข้าวสาลีแดงมีกลิ่นหอม ถัดจากนั้นผลเกิดแต่ต้นไม้เถามีรสอร่อยมีฟักทอง น้ำเต้า และฟักเขียวเป็นต้น ถัดจากนั้นดงอ้อยแผ่ขยายไปกึ่งโยชน์ ในดงอ้อยนั้นมีอ้อยแต่ละต้นขนาดเท่าต้นหมาก ถัดจากนั้นดงกล้วย ถัดจากนั้นดงขนุนมีผลขนาดตุ่ม ถัดจากนั้นดงมะม่วง ป่าชมพู่ ดงมะขวิด โดยย่อ ในสระนั้น ขึ้นชื่อว่าผลไม้ที่กินได้ ไม่พึงกล่าวว่าไม่มี ในเวลาดอกไม้บาน ลมหอบละอองเกษรเป็นเกลียวไปไว้บนใบกอปทุม ในใบกอปทุมนั้นหยาดน้ำตกเป็นหยด ๆ สุกด้วยอาทิตย์เผา ย่อมเป็นเหมือนน้ำตาลเคี่ยว นี่ชื่อว่าโปกขรมธุ (หรือน้ำหวานบนใบบัว)
ช้างทั้งหลายนำโปกขรมธุนั้นมาถวายพระเถระ. รากบัวขนาดเท่าหัวไถ แม้รากบัวนั้น ช้างทั้งหลายก็นำมาถวาย เหง้าบัวมีขนาดเท่ากลองและใบบัวใหญ่ เหง้าบัวนั้นแต่ละข้อมีน้ำนมประมาณหม้อหนึ่ง เหง้าบัวนั้นช้างทั้งหลายก็นำมาถวาย ช้างทั้งหลายปรุงเมล็ดบัวกับน้ำตาลกรวดถวาย เอาอ้อยวางบนแผ่นหินแล้วใช้เท้าเหยียบน้ำหวานไหลออกขังเต็มแอ่งและบ่อ สุกด้วยอาทิตย์เผา กลายเป็นนมก้อนดั่งก้อนหิน นมก้อนนั้นช้างทั้งหลายก็นำมาถวาย ในขนุน กล้วย มะม่วงสุก เป็นต้น ไม่จำต้องกล่าวถึง
เทพบุตรชื่อนาคทันตะ อยู่ ณ เขาไกรลาส พระเถระไปที่ประตูวิมานของเทพบุตรนั้น บางครั้งบางคราวเทพบุตรนั้นเอาข้าวปายาสไม่มีน้ำที่ปรุงด้วยเนยใสใหม่และผงน้ำหวานบนใบบัวบรรจุเต็มบาตรถวาย
ได้ยินว่า ครั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะได้ถวายสลากน้ำนมพร้อมด้วยเนยใสหอมระรื่นตลอด ๒ หมื่นปี ด้วยเหตุนั้น โภชนะจึงเกิดขึ้นแก่ท่านด้วยอาการอย่างนี้
พระเถระอยู่อย่างนี้ตลอด ๑๒ ปี ตรวจดูอายุสังขารของตน รู้ว่าสิ้นแล้ว คิดว่า
"เราจักปรินิพพานที่ไหน"
พระเถระจึงเหาะไปยังสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคิดว่าช้างทั้งหลายบำรุงเราถึง ๑๒ ปี กระทำกิจที่ทำได้ยาก เราจักขออนุญาตพระศาสดาปรินิพานในที่ใกล้ๆ ช้างเหล่านั้นแหละ
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวันอันเป็นที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต กรุงราชคฤห์ ครั้งนั้นแล ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ต่อกาลนานนักทีเดียว
ครั้นแล้ว ได้หมอบลงแทบพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า จูบพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยปาก นวดเฟ้นด้วยมือทั้งสอง พระเถระคิดว่า คนเหล่าใดไม่รู้จักเรา จักคิดร้ายว่า พระแก่ ศีรษะขาวโพลน หลังโกง ซี่โครงคดรูปนี้ ทำปฏิสันถารกับพระศาสดา คนเหล่านั้นจักเต็มในอบาย แต่คนเหล่าใดรู้จักเรา จักเลื่อมใสว่า เป็นมหาสาวกปรากฏในหมื่นจักรวาลเหมือนพระศาสดา คนเหล่านั้นจักเข้าถึงสวรรค์
ดังนี้ เพื่อจะปิดทางอบาย เปิดทางสวรรค์สำหรับสัตว์เหล่านั้น จึงประกาศชื่อว่า
"ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ชื่อว่า โกณฑัญญะ ข้าแต่พระสุคต ข้าพระองค์ชื่อว่าโกณฑัญญะ"
ครั้งนั้นแล ท่านพระวังคีสะมีความคิดดังนี้ว่า
"ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะนี้นานนักทีเดียวจึงได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าเฝ้าแล้ว ได้หมอบลงแทบพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้าจูบพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยปาก นวดเฟ้นด้วยมือทั้งสอง และประกาศชื่อว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ชื่อว่า โกณฑัญญะ ข้าแต่พระสุคต ข้าพระองค์ชื่อว่า โกณฑัญญะ อย่ากระนั้นเลย เราพึงชมเชย ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะในที่เฉพาะพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาทั้งหลายตามสมควรเถิด"
ครั้นแล้ว ท่านพระวังคีสะลุกขึ้นจากอาสนะ ประณมอัญชลีไปทางที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า
"ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า เนื้อความนี้ย่อมแจ่มเเจ้งกะข้าพระองค์ ข้าแต่พระสุคต เนื้อความนี้ย่อมแจ่มแจ้งกะข้าพระองค์"
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า
"เนื้อความนั้นจงแจ่มแจ้งกะเธอเถิดวังคีสะ"
ท่านพระวังคีสะสรรเสริญท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ
ครั้งนั้น ท่านพระวังคีสะได้ชมเชยท่านพระอัญญาโกณฑัญญะเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาทั้งหลายอันสมควรว่า
"พระโกณฑัญญะเถระนี้ เป็นผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธองค์ เป็นผู้มีความเพียรเครื่องก้าวหน้าอย่างแรงกล้า เป็นผู้ได้ธรรมเครื่องอยู่ทั้งหลายอันเกิดแต่วิเวกเนืองนิตย์ คุณอันใดอันพระสาวกผู้ทำตามคำสอนของพระศาสดาพึงบรรลุ คุณอันนั้นทุกอย่างอันพระโกณฑัญญะเถระนั้น เป็นผู้ไม่ประมาท ศึกษาอยู่ บรรลุแล้วโดยลำดับ
พระโกณฑัญญะเถระเป็นผู้มีอานุภาพมาก เป็นผู้ได้วิชชา ๓ เป็นผู้ฉลาดในเจโตปริยญาณ เป็นทายาทของพระพุทธองค์ ไหว้อยู่ซึ่งพระบาททั้งสองของพระศาสดา
ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะประกาศการปรินิพพาน
ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะรู้ว่าบริษัทประชุมกัน จึงทำปฏิสันถารกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ขออนุญาตกาลปรินิพพานว่า
"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อายุสังขารของข้าพระองค์สิ้นแล้ว ข้าพระองค์จักปรินิพพาน"
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า
"โกณฑัญญะเธอจักปรินิพพานที่ไหน"
"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ช้างทั้งหลายที่เป็นอุปัฏฐากของข้าพระองค์ได้กระทำกิจที่ทำได้ยาก ข้าพระองค์จักปรินิพพานในที่ใกล้ ๆ ช้างเหล่านั้น"
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาต
พระเถระทำประทักษิณพระทศพล แล้วกราบทูลว่า
"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ การเห็นครั้งนั้นเป็นการเห็นครั้งแรกของข้าพระองค์ ครั้งนี้เป็นการเห็นครั้งสุดท้าย"
มหาชนต่างคร่ำครวญอยู่ พระเถระถวายบังคมพระศาสดา แล้วออกมายืนที่ซุ้มประตู แล้วสั่งสอนมหาชนว่า
"ท่านทั้งหลายอย่าเศร้าโศกเลย อย่าคร่ำครวญไว้เลย เป็นพระพุทธเจ้าก็ตาม เป็นพุทธสาวกก็ตาม สังขารที่เกิดขึ้นแล้ว ชื่อว่าไม่แตกทำลาย ย่อมไม่มี"
เมื่อมหาชนกำลังเห็นอยู่นั่นแล พระเถระก็ได้เหาะขึ้นไปยังเวหาส ลงที่ริมสระมันทากินี สรงน้ำในสระโบกขรณี นุ่งสบงห่มจีวรแล้ว เก็บงำเสนาสนะ เข้าผลสมาบัติล่วง ๓ ยาม ปรินิพพานเวลาจวนสว่าง ต้นไม้ทุกต้นในหิมวันตประเทศได้โน้มน้อมออกผลบูชาพร้อมกับเวลาพระเถระปรินิพพาน
ช้างตัวเข้าเวรไม่รู้ว่าพระเถระปรินิพพาน จัดน้ำบ้วนปากและไม้ชำระฟันทำวัตรปฏิบัติแต่เช้าตรู่ นำของควรเคี้ยวและผลไม้มายืนอยู่ที่ท้ายที่จงกรม ช้างนั้นไม่เห็นพระเถระออกมาจนพระอาทิตย์ขึ้น คิดว่า
"นี่อะไรกันหนอ เมื่อก่อนพระผู้เป็นเจ้าจงกรม ล้างหน้าแต่เช้าตรู่ วันนี้ยังไม่ออกจากบรรณศาลา"
แล้วจึงเขย่าประตูกุฎี แลดูเห็นพระเถระกำลังนั่ง จึงเหยียดงวงออกลูบคลำค้นหาลมอัสสาสปัสสาสะ (ลมหายใจเข้าออก) รู้ว่าลมอัสสาสปัสสาสะขาด พระเถระปรินิพพานแล้ว จึงสอดงวงเข้าในปากร้องเสียงดังลั่นทั่วหิมวันตประเทศได้มีเสียงบันลือเป็นอันเดียวกัน
ช้าง ๘,๐๐๐ ประชุมกัน ยกพระเถระขึ้นนอนบนกระพองของหัวหน้าโขลง ถือกิ่งไม้ที่มีดอกบานสะพรั่งแวดล้อม แห่ไปทั่วหิมวันต์ แล้วมายังที่ของตนตามเดิม
ท้าวสักกเทวราชปรึกษาพระวิษณุกรรมเทพบุตรว่า
"พ่อ พี่ชายของพวกเราปรินิพพานแล้ว เราจักกระทำสักการะ เธอจงเนรมิตเรือนยอดขนาด ๙ โยชน์ ล้วนแล้วด้วยรัตนะทุกอย่าง"
พระวิษณุกรรมเทพบุตรทำตามเทวบัญชาแล้ว ให้พระเถระนอนในเรือนยอดนั้น ได้มอบหมายให้แก่ช้างทั้งหลาย ช้างเหล่านั้นยกเรือนยอดเวียนเขาหิมวันต์ประมาณ ๓,๐๐๐ โยชน์หลายรอบ พวกอากาศเทวดารับจากงวงของช้างเหล่านั้น แล้วเล่นสาธุกิฬาแสดงคารวะ ต่อแต่นั้นวัสสพลาหกเทวดา สีตพลาหกเทวดา วาตพลาหกเทวดา เทพชั้นจาตุมหาราช เทพชั้นดาวดึงส์ รวมความว่า เรือนยอดได้ไปจนถึงพรหมโลกโดยอุบายนี้ ด้วยประการฉะนี้
พวกพรหมได้ให้เรือนยอดแก่พวกเทวดา พวกเทวดาได้ให้เรือนยอดแก่ช้างทั้งหลายตามเดิมโดยลำดับ ด้วยประการฉะนี้อีก เทวดาแต่ละองค์ได้นำท่อนจันทน์ประมาณ ๔ องคุลีมา ได้สร้างจิตกาธานประมาณ ๙ โยชน์ พวกเทวดายกเรือนยอดขึ้นสู่จิตกาธาน ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป เหาะมาสาธยายตลอดคืน พระอนุรุทธเถระแสดงธรรม เทวดาเป็นอันมากได้ตรัสรู้ธรรม
วันรุ่งขึ้นเวลาอรุณขึ้นนั่นเอง เทวดาทั้งหลายให้ดับจิตกาธานแล้ว นำพระธาตุมีสีดังดอกมะลิตูมบรรจุผ้ากรองน้ำ แล้วมาวางไว้ในพระหัตถ์ของพระศาสดาในเวลาที่พระองค์เสด็จออกถึงซุ้มประตูพระวิหารเวฬุวัน พระศาสดาทรงรับผ้ากรองน้ำ บรรจุพระธาตุแล้ว ทรงเหยียดพระหัตถ์ไปที่แผ่นดิน พระเจดีย์เหมือนฟองเงิน ชำแรกแผ่นดินใหญ่ออกมา พระศาสดาทรงบรรจุพระธาตุในพระเจดีย์ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์ ได้ยินว่า พระเจดีย์นั้นก็ยังดำรงอยู่จนถึงทุกวันนี้แล
อ้างอิง :
เรื่อง พระอัญญาโกณฑัญญเถระปรินิพพาน พระไตรปิฎกและอรรถกถา เล่มที่ ๒๕ ข้อที่ [\๗๕๑-๗๕๓ หน้าที่ ๓๓๗-๓๔๔