6-02 พระอุบลวรรณาเถรีถูกนันทมาณพข่มขืน



บ่อน้ำโบราณในบริเวณ Ganwari Stupa
หมู่บ้าน Piprahwa อุตตรประเทศ 

สมัยหนึ่ง พระอุบลวรรณาเถรีได้เที่ยวจาริกไปในชนบท ได้มาสู่ป่าอันธวัน ในขณะนั้น พระศาสดายังไม่ทรงห้ามการอยู่ป่าของพวกนางภิกษุณี ก็ในป่านั้นมีกระท่อมที่พวกชาวบ้านสร้างไว้

ครั้นรุ่งเช้า พระเถรีได้ออกไปบิณฑบาต นันทมาณพผู้เป็นบุตรของลุงซึ่งมีจิตรักใคร่พระเถรีตั้งแต่ครั้งยังเป็นคฤหัสถ์ เขาแอบเข้าไปในกระท่อมซ่อนอยู่ใต้เตียง เมื่อพระเถรีกลับจากบิณฑบาตเข้าสู่กระท่อม เขาจึงออกมาจากที่ซ่อนหวังจะข่มขืนพระเถรี

พระเถรีกล่าวห้ามว่า

"คนพาล เธออย่าฉิบหายเลย คนพาล เธออย่าฉิบหายเลย"

เขาได้ปลุกปล่ำข่มขืนพระเถรี แล้วก็หนีไป ในขณะนั้นเอง แผ่นดินได้แยกออกเป็น ๒ ส่วน สูบเขาลงไป เขาได้ไปเกิดในอเวจีมหานรก

ฝ่ายพระเถรีได้เล่าเรื่องราวแก่พวกภิกษุณี พวกภิกษุณีแจ้งเนื้อความนั้นแก่พวกภิกษุ พวกภิกษุ กราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

พระศาสดาทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า

"ภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ผู้ใดผู้หนึ่งเป็นพาล เมื่อทำกรรมลามก เป็นผู้ยินดี ร่าเริง เป็นประดุจฟูขึ้น ๆ ย่อมทำได้ ประดุจบุรุษเคี้ยวกินรสหวาน มีจำพวกน้ำผึ้ง และน้ำตาลกรวดเป็นต้น บางชนิด"

เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม ตรัสพระคาถานี้ว่า

"คนพาลย่อมสำคัญบาปประดุจน้ำผึ้ง ตราบเท่าที่บาปยังไม่ให้ผล ก็เมื่อใดบาปให้ผล เมื่อนั้น คนพาลย่อมประสพทุกข์"

ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น

สมัยต่อมา มหาชนสนทนากันในธรรมสภาว่า

"แม้พระขีณาสพทั้งหลาย น่าจะยังยินดีอยู่ในกามสุข ยังเสพกาม ทำไมจักไม่ซ่องเสพเล่า เพราะพระขีณาสพเหล่านั้น ไม่ใช่ไม้ผุ ไม่ใช่จอมปลวก มีเนื้อและสรีระเหมือนกัน เพราะฉะนั้น แม้พระขีณาสพเหล่านั้น ก็ยังยินดีกามสุข ยังเสพกาม"

พระศาสดา ทรงทราบแล้วตรัสว่า

"ภิกษุทั้งหลาย พระขีณาสพทั้งหลายไม่ยินดีกามสุข ไม่เสพกาม เหมือนอย่างว่า หยาดน้ำตกลงบนใบบัว ย่อมไม่ติด ไม่ตั้งอยู่ ย่อมกลิ้งตกไปทีเดียว และเหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดไม่ติด ไม่ตั้งอยู่ ที่ปลายเหล็กแหลม ย่อมกลิ้งตกไปแน่แท้ ฉันใด กามแม้ ๒ อย่าง ย่อมไม่ซึมซาบ ไม่ตั้งอยู่ในจิตของพระขีณาสพ ฉันนั้น"

ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถาว่า

"เรากล่าวบุคคลผู้ไม่ติดอยู่ในกามทั้งหลาย เหมือนน้ำไม่ติดอยู่ในใบบัว เหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดไม่ติดอยู่ที่ปลายเหล็กแหลม ว่าเป็นพราหมณ์"

ภิกษุณีควรอยู่ในพระนคร

จากนั้นพระศาสดารับสั่งให้ทูลเชิญพระเจ้าปเสนทิโกศลมา แล้วตรัสว่า

"มหาบพิตร แม้กุลธิดาทั้งหลายในพระศาสนานี้ ละหมู่ญาติอันใหญ่และกองแห่งโภคะมาก บวชแล้ว ย่อมอยู่ในป่าเหมือนอย่างกุลบุตรทั้งหลายเหมือนกัน คนลามก ถูกราคะย้อมแล้ว ย่อมเบียดเบียนภิกษุณีผู้อยู่ในป่าเหล่านั้น ด้วยการดูถูกดูหมิ่นบ้าง ทำอันตรายแก่พรหมจรรย์บ้าง เพราะฉะนั้น พระองค์ควรทำที่อยู่ภายในพระนครแก่ภิกษุณีสงฆ์"

พระราชา ทรงรับว่า

"ดีละ"

แล้วรับสั่งให้สร้างที่อยู่เพื่อภิกษุณีสงฆ์ในส่วนข้างหนึ่งของพระนคร นับแต่นั้นมา พวกภิกษุณีก็อยู่แต่ในละแวกบ้านเท่านั้น

 

อ้างอิง:
อรรถกถา เรื่องพระอุบลวรรณาเถรี คาถาธรรมบท พาลวรรค