45-12 เสด็จนาทิกคาม ทรงพยากรณ์คติของอริยสาวกผู้ทำกาละแล้ว



เสาศิลาจากรึกพระเจ้าอโศก กรุงกบิลพัสดุ์

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ตามความพอพระทัยในโกฏิคามแล้ว ตรัสเรียกท่านพระอานนท์มารับสั่งว่า

“ดูกรอานนท์ มา ไปกันเถิด เราจักไปยังนาทิกคาม”

ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จถึงนาทิกคามแล้ว

ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคประทับในที่พักซึ่งก่อด้วยอิฐที่นาทิกคามนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาค นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นท่านพระอานนท์นั่งเรียบร้อยแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

ภิกษุนามว่า สาฬหะ ทำกาละแล้วในนาทิกคาม คติและภพเบื้องหน้าของเธอเป็นไฉน

ภิกษุณีนามว่า นันทา ทำกาละแล้วในนาทิกคาม คติและภพเบื้องหน้าของเธอเป็นไฉน

อุบาสกนามว่า สุทัตตะ ทำกาละแล้วในนาทิกคาม คติและภพเบื้องหน้าของเขาเป็นไฉน

อุบาสิกานามว่า สุชาดา ทำกาละแล้วในนาทิกคาม คติและภพเบื้องหน้าของเธอเป็นไฉน

อุบาสกนามว่า กกุธะ การฬิมพะ นิกฏะ กฏิสสหะ ตุฏฐะ สันตุฏฐะ ภฏะ สุภฏะ  ทำกาละแล้วในนาทิกคาม คติและภพเบื้องหน้าของเขาเป็นไฉน"

“ดูกรอานนท์ ภิกษุนามว่าสาฬหะ กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งของตนเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่

ภิกษุณีนามว่า นันทา เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป เป็นโอปปาติกะ ปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับมาจากโลก นั้นเป็นธรรมดา

อุบาสกนามว่า สุทัตตะ เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป และเพราะราคะ โทสะ โมหะเบาบาง เป็นพระสกทาคามี กลับมายังโลกนี้คราวเดียวเท่านั้น แล้วจักทำที่สุดแห่งทุกข์

อุบาสิกานามว่า สุชาดา เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป เป็นพระโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง มีอันจะตรัสรู้ในภายหน้า

อุบาสกนามว่า กกุธะ การฬิมพะ นิกฏะ กฏิสสหะ ตุฏฐะ สันตุฏฐะ ภฏะ สุภฏะ เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป เป็นโอปปาติกะ ปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับมาจากโลกนั้นเป็นธรรมดา

ดูกรอานนท์ พวกอุบาสกในนาทิกคาม อีก ๕๐ คน กระทำกาละแล้ว เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป เป็นโอปปาติกะ ปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับมาจากโลก นั้นเป็นธรรมดา

พวกอุบาสกในนาทิกคาม ๙๖ คน ทำกาละแล้ว เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป และเพราะราคะ โทสะ โมหะ เบาบาง เป็นพระสกทาคามี กลับมายังโลกนี้คราวเดียวเท่านั้น แล้วจักทำที่สุดแห่งทุกข์

พวกอุบาสกในนาทิกคาม ๕๑๐ คน ทำกาละแล้ว เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป เป็นพระโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง มีอันจะตรัสรู้ในภายหน้า"

เพราะเหตุนั้นแล ชาวบ้านนาทิกะผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัยจึงปลื้มใจ เบิกบาน เกิดปีติและโสมนัส เพราะได้ฟังคำพยากรณ์ปัญหาของพระผู้มีพระภาค

ท่านพระอานนท์ ได้สดับข่าวนั้นแล้ว มีความดำริว่า

“ก็ชาวมคธผู้บำรุงหล่านี้ ทั้งมากมาย ทั้งเป็นคนเก่าแก่ ล่วงลับดับชีพไปแล้ว อังคะและมคธเห็นจะว่างจากชาวมคธผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัย ที่ล่วงลับดับชีพไปแล้ว เพราะเหตุนั้น ชาวมคธนั้นที่เป็นผู้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า เลื่อมใสในพระธรรม เลื่อมใสในพระสงฆ์ กระทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย ล่วงลับดับชีพไปแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงไม่ทรงพยากรณ์ การพยากรณ์จะพึงสำเร็จประโยชน์แก่พวกเขา ชนเป็นอันมากจะพึงเลื่อมใส แต่นั้นจะพึงไปสู่สุคติ

อนึ่ง พระเจ้าแผ่นดินมคธผู้เป็นจอมเสนา ทรงพระนามว่าพิมพิสาร ทรงดำรงอยู่ในธรรม เป็นราชาผู้ปกครองโดยธรรม ทรงเกื้อกูลแก่พวกพราหมณ์และคฤหบดี ชาวนิคม และชาวชนบท ข่าวว่า พวกมนุษย์พากันสรรเสริญอยู่ว่า พระเจ้าแผ่นดินมคธนั้น ทรงดำรงอยู่ในธรรม เป็นราชาผู้ปกครองโดยธรรม ทรงปกครองพวกเราให้เป็นสุขอย่างนี้ เสด็จสวรรคตเสียแล้ว พวกเราอยู่เป็นผาสุกในแว่นแคว้นของพระองค์ ผู้ทรงดำรงอยู่ในธรรม เป็นราชาผู้ปกครองโดยธรรมอย่างนี้ พระเจ้าแผ่นดินมคธนั้น ทรงเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ทรงเลื่อมใสในพระธรรม ทรงเลื่อมใสในพระสงฆ์ ทรงทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย

ข่าวว่ามนุษย์ทั้งหลายกล่าวกันอย่างนี้ว่า แม้จนกระทั่งเวลาจะเสด็จสวรรคต พระเจ้าแผ่นดินมคธผู้เป็นจอมเสนา ทรงพระนามว่า พิมพิสาร ก็ยังทรงสรรเสริญพระผู้มีพระภาค เสด็จสวรรคตแล้ว พระเจ้าแผ่นดินมคธนั้นเสด็จสวรรคตล่วงไปแล้ว พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ การพยากรณ์จะพึงสำเร็จประโยชน์ แม้แก่พระเจ้าแผ่นดินมคธนั้น ชนเป็นอันมากจะพึงเลื่อมใส แต่นั้นจะพึงไปสู่สุคติ

ก็พระผู้มีพระภาคตรัสรู้ในแผ่นดินมคธ ทำไมพระผู้มีพระภาคจึงไม่ทรงพยากรณ์พวกชาวมคธ ผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัย ที่ล่วงลับดับชีพไปแล้วในแผ่นดินมคธที่พระผู้มีพระภาคตรัสรู้นั้น ในที่เกิดทั้งหลาย ก็ถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์พวกชาวมคธผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัย ที่ล่วงลับดับชีพไปแล้ว ในที่เกิดทั้งหลาย พวกชาวมคธผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัย จะพึงน้อยใจว่า อย่างไรพระผู้มีพระภาคจึงไม่ทรงพยากรณ์พวกเขา“

ท่านพระอานนท์ปรารภพวกชาวมคธผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัย พิจารณาเหตุนี้อยู่ในที่ลับแต่ผู้เดียว ลุกขึ้นในเวลาใกล้รุ่งแห่งราตรี เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นท่านพระอานนท์นั่งเรียบร้อยแล้วได้ปรารภชาวมคธผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัยนี้ ทูลเลียบเคียงเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาค แล้วลุกจากอาสนะ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณ หลีกไปแล้ว

เมื่อท่านพระอานนท์หลีกไปไม่นาน เวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังบ้านนาทิกะ เสด็จเที่ยวบิณฑบาตในบ้านนาทิกะ ภายหลังภัต กลับจากบิณฑบาตแล้ว ทรงล้างพระบาท เสด็จเข้าพระตำหนักตึก แล้วทรงปรารภถึงชาวมคธผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัย ทรงตั้งพระทัยมนสิการประมวลเหตุทั้งปวงด้วยพระทัย ประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดไว้ ด้วยทรงพระดำริว่า

“เราจักรู้คติ จักรู้ภพหน้าของชาวมคธเหล่านั้นว่า ผู้เจริญเหล่านั้นมีคติอย่างไร มีภพหน้าเป็นอย่างไร“

ครั้งนั้น เวลาเย็น พระผู้มีพระภาคทรงออกจากที่เร้น เสด็จออกจากที่พระตำหนักตึก ประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดไว้ในร่มเงาวิหาร

ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นท่านพระอานนท์นั่งเรียบร้อยแล้ว ได้กราบทูลว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคทรงปรากฏว่าสงบระงับ สีพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคผุดผ่องนัก เพราะพระอินทรีย์ผ่องใส วันนี้ พระผู้มีพระภาคย่อมอยู่ด้วยวิหารธรรมอันสงบเป็นแน่“

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

“ดูกรอานนท์ ข้อที่เธอปรารภชาวมคธผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัย พูดเลียบเคียงเฉพาะหน้าเรา แล้วลุกจากอาสนะหลีกไป เพราะข้อนั้นเป็นเหตุ เราเที่ยวบิณฑบาตในบ้านนาทิกะ ภายหลังภัตกลับจากบิณฑบาตแล้ว ล้างเท้าเข้าไปยังตึกที่พัก แล้วปรารภชาวมคธผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัย ตั้งใจมนสิการประมวลเหตุทั้งปวงด้วยใจ นั่งอยู่บนอาสนะที่เขาปูลาดไว้ด้วยดำริว่า เราจักรู้คติ จักรู้ภพหน้าของชาวมคธเหล่านั้นว่าผู้เจริญเหล่านั้น มีคติเป็นอย่างไร มีภพหน้าเป็นอย่างไร

อานนท์ เราได้เห็นชาวมคธผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัยแล้วว่า ผู้เจริญเหล่านั้น มีคติเป็นอย่างไร มีภพหน้าเป็นอย่างไร ลำดับนั้น ยักษ์ตนหนึ่ง ได้เปล่งเสียงให้ได้ยินว่า

ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระพุทธเจ้ามีนามว่า ชนวสภะ ข้าแต่พระสุคต ข้าพระพุทธเจ้ามีนามว่าชนวสภะ

อานนท์ เธอรู้หรือไม่ว่า เธอเคยได้ฟังชื่อว่า ชนวสภะนี้ ในกาลก่อนแต่กาลนี้“

“ข้าพระองค์ไม่ทราบว่า เคยได้ฟังชื่อว่า ชนวสภะนี้ ในกาลก่อนแต่กาลนี้เลย อนึ่ง ข้าพระองค์ขนลุกชูชันเพราะได้ฟังชื่อว่า ชนวสภะ ข้าพระองค์นั้นคิดว่า ผู้ที่มีนามบัญญัติว่า ชนวสภะ นี้ ไม่ใช่ยักษ์ต่ำๆ เป็นแน่“

“อานนท์ ในระหว่างที่มีเสียงปรากฏ ยักษ์มีผิวพรรณผุดผ่องยิ่งปรากฏต่อหน้าเรา แม้ครั้งที่สองก็เปล่งเสียงให้ได้ยินว่า

ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระพุทธเจ้ามีนามว่า พิมพิสาร ข้าแต่พระสุคต ข้าพระพุทธเจ้ามีนามว่า พิมพิสาร

ครั้งที่เจ็ดนี้ ข้าพระพุทธเจ้าเข้าถึงความเป็นสหาย ของท้าวเวสสวรรณมหาราช ข้าพระพุทธเจ้านั้นจุติจากนี้แล้ว สามารถเป็นพระราชาในหมู่มนุษย์ ข้าพระพุทธเจ้าเคลื่อนจากเทวโลกนี้เจ็ดครั้ง จากมนุษยโลกนั้นเจ็ดครั้ง รวมท่องเที่ยวอยู่สิบสี่ครั้ง ย่อมรู้จักภพที่ข้าพระพุทธเจ้าเคยอยู่อาศัยในกาลก่อน

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้ามีความไม่ตกต่ำ ทราบชัดมานานวันถึงความไม่ตกต่ำ อนึ่ง ข้าพระพุทธเจ้าตั้งความหวังไว้เพื่อความเป็นพระสกทาคามี“

ข้อที่ท่านชนวสภะยักษ์ประกาศว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้ามีความไม่ตกต่ำ ทราบชัดมานานวัน ถึงความไม่ตกต่ำ และตั้งความหวังเพื่อความเป็นพระสกทาคามีนี้น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมา ก็มีอะไรเป็นเหตุ ท่านชนวสภะยักษ์จึงทราบชัดการบรรลุคุณวิเศษอันโอฬารเห็นปานนี้เล่า“

ชนวสภะยักษ์ประกาศว่า

“ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้อที่ข้าพระพุทธเจ้ารู้การบรรลุคุณวิเศษอันโอฬารนี้นั้น ไม่เว้นจากศาสนาของพระองค์ ข้าแต่พระสุคต ไม่เว้นจากศาสนาของพระองค์

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ตั้งแต่วันที่ข้าพระพุทธเจ้าเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคอย่างยิ่งนั้นเป็นต้นมา ข้าพระพุทธเจ้าไม่ตกต่ำ ทราบชัดมานานวันถึงความไม่ตกต่ำ อนึ่ง ข้าพระพุทธเจ้าตั้งความหวังไว้เพื่อความเป็นพระสกทาคามี ดังจะกราบทูลให้ทรงทราบ

ข้าพระพุทธเจ้าถูกท้าวเวสสวรรณมหาราชส่งไปในสำนักของท้าววิรุฬหกมหาราชด้วยกรณียกิจบางอย่าง ในระหว่างทาง ข้าพระพุทธเจ้าได้เห็นพระผู้มีพระภาคซึ่งเสด็จไปยังพระตำหนักตึก ทรงปรารภชาวมคธผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัย ตั้งพระทัยมนสิการ ประมวลเหตุทั้งปวงด้วยพระทัย ประทับอยู่ ด้วยทรงดำริว่า เราจักรู้คติ จักรู้ภพหน้าของชาวมคธเหล่านั้นว่า ผู้เจริญเหล่านั้น มีคติเป็นอย่างไร มีภพหน้าเป็นอย่างไร

ข้อที่ข้าพระพุทธเจ้ารับคำต่อหน้าท้าวเวสสวรรณซึ่งกล่าวในบริษัทนั้นว่า ชาวมคธผู้เจริญเหล่านั้น มีคติเป็นอย่างไร เป็นความอัศจรรย์เล็กน้อย ข้าพระพุทธเจ้าคิดว่า เราจักเฝ้าพระผู้มีพระภาค และจักกราบทูลข้อนี้แด่พระผู้มีพระภาค

ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอย่างแน่นแฟ้น ในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าชอบใจ ชนเหล่านี้เป็นโอปปาติกะ อันพระผู้มีพระภาคทรงแนะนำแล้วในธรรม ชาวมคธผู้บำเรอเกินสองล้านสี่แสนคน ทำกาละล่วงไปนานแล้ว เป็นพระโสดาบัน เพราะสิ้นสังโยชน์ ๓ อย่าง มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง มีอันจะตรัสรู้ในเบื้องหน้า ข้าพเจ้ากลัวการพูดเท็จ จึงไม่อาจคำนวณได้ว่าในชนเหล่านี้มีพระสกทาคามีเท่าไร และหมู่สัตว์นอกนี้บังเกิดด้วยส่วนบุญ“

สนังกุมารพรหมได้ตรัสเนื้อความนี้แก่พวกเทพชั้นดาวดึงส์แล้ว ท้าวเวสวัณมหาราชทรงนำเนื้อความนี้ที่ได้ทรงสดับรับมาเฉพาะพระพักตร์ของสนังกุมารพรหมผู้ตรัสแก่พวกเทพชั้นดาวดึงส์มาตรัสบอกแก่บริษัทของพระองค์ ชนวสภยักษ์นำเนื้อความนี้ที่ได้สดับรับมาเฉพาะพระพักตร์ของท้าวเวสวัณมหาราชที่ตรัสแก่บริษัทของพระองค์มากราบทูลแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคได้ทรงสดับรับเนื้อความนี้มาเฉพาะหน้าของชนวสภยักษ์ด้วย ทรงรู้แจ้งด้วยพระองค์เองด้วย แล้วตรัสบอกแก่ท่านพระอานนท์

 


"ดูกรอานนท์ ข้อที่ผู้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้วจะพึงทำกาละนั้น ไม่อัศจรรย์ เมื่อผู้นั้น ๆ ทำกาละแล้ว พวกเธอจักเข้าไปเฝ้าพระตถาคต แล้วทูลถามเนื้อความนั้น อันนี้เป็นความลำบากแก่พระตถาคต"

เพราะฉะนั้น เราจักแสดงธรรมปริยายชื่อธรรมาทาส สำหรับที่จะให้อริยสาวกผู้ประกอบแล้ว เมื่อจำนงอยู่ พึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองได้ว่า เรามีนรกสิ้นแล้ว มีกำเนิดแห่งสัตว์ดิรัจฉานสิ้นแล้ว มีเปรตวิสัยสิ้นแล้ว มีอบาย ทุคติ วินิบาต สิ้นแล้ว เราเป็นพระโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง มีอันจะตรัสรู้ในภายหน้าดังนี้

 

 

อ้างอิง : มหาปรินิพพานสูตร พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๐ ข้อที่ ๘๙ หน้า ๘๐-๘๑
 ชนวสภสูตร พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๐ ข้อที่ ๑๘๗-๑๙๒, ข้อที่ ๒๐๖, ๒๐๘