พุทธธรรมเปลี่ยนโลก

มหาศักยมุนีโคตมสูตร - ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาท



ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเรายังเป็นพระโพธิสัตว์ ก่อนตรัสรู้ ยังมิได้ตรัสรู้ ได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า โลกนี้ถึงความยากแล้วหนอ ย่อมเกิด แก่ ตาย จุติ และอุปบัติ และเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ยังไม่รู้ธรรมอันออกจากทุกข์ คือ ชราและมรณะนี้ เมื่อไรเล่า ความออกจากทุกข์ คือชราและมรณะนี้จักปรากฏ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรานั้นได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า


เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ชราและมรณะจึงมี ชราและมรณะย่อมมี เพราะอะไรเป็นปัจจัย

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรานั้นเพราะกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย จึงได้รู้ด้วยปัญญาว่า

เมื่อชาติมีอยู่ ชราและมรณะจึงมี
ชราและมรณะย่อมมี เพราะชาติเป็นปัจจัย

...เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ชาติจึงมี
ชาติย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย

...เมื่อภพมีอยู่ ชาติจึงมี
ชาติย่อมมี เพราะภพเป็นปัจจัย

...เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ภพจึงมี
ภพย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย

...เมื่ออุปาทานมีอยู่ ภพจึงมี
ภพย่อมมี เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย

...เมื่ออะไรหนอมีอยู่ อุปาทานจึงมี
อุปาทานย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย

...เมื่อตัณหามีอยู่ อุปาทานจึงมี
อุปาทานย่อมมี เพราะตัณหาเป็นปัจจัย

...เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ตัณหาจึงมี
ตัณหาย่อมมี เพราะอะไรเป็นปัจจัย

...เมื่อเวทนามีอยู่ ตัณหาจึงมี
ตัณหาย่อมมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย

...เมื่ออะไรหนอมีอยู่ เวทนาจึงมี
เวทนาย่อมมี เพราะอะไรเป็นปัจจัย

...เมื่อผัสสะมีอยู่ เวทนาจึงมี
เวทนาย่อมมี เพราะผัสสะเป็นปัจจัย

...เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ผัสสะจึงมี
ผัสสะย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย

... เมื่อสฬายตนะมีอยู่ ผัสสะจึงมี
ผัสสะย่อมมี เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย

...เมื่ออะไรหนอมีอยู่ สฬายตนะจึงมี
สฬายตนะย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย

... เมื่อนามรูปมีอยู่ สฬายตนะจึงมี
สฬายตนะย่อมมี เพราะนามรูปเป็นปัจจัย

...เมื่ออะไรหนอมีอยู่ นามรูปจึงมี
นามรูปย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย

...เมื่อวิญญาณมีอยู่ นามรูปจึงมี
นามรูปย่อมมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย

... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ วิญญาณจึงมี
วิญญาณย่อมมี เพราะอะไรเป็นปัจจัย

...เมื่อสังขารมีอยู่ วิญญาณจึงมี
วิญญาณย่อมมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรานั้นได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า


เมื่ออะไรหนอมีอยู่ สังขารจึงมี สังขารย่อมมี เพราะอะไรเป็นปัจจัย

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรานั้นเพราะกระทำไว้ในใจโดยแยบคายจึงได้รู้ด้วยปัญญาว่า

เมื่ออวิชชามีอยู่ สังขารจึงมี
สังขารย่อมมีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย

เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร

เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ

เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป

เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ

เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ

เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา

เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา

เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน

เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ

เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ

เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส

ดังพรรณนามาฉะนี้ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้บังเกิดขึ้นแก่เราในธรรมที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ฝ่ายข้างเกิด ฝ่ายข้างเกิด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรานั้นได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า


เมื่ออะไรหนอไม่มี ชราและมรณะจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ชราและมรณะจึงดับ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรานั้น เพราะกระทำไว้ในใจโดยแยบคายจึงได้รู้ด้วยปัญญาว่า

เมื่อชาติไม่มี ชราและมรณะจึงไม่มี
เพราะชาติดับ ชราและมรณะจึงดับ

...เมื่ออะไรหนอไม่มี ชาติจึงไม่มี
เพราะอะไรดับ ชาติจึงดับ

...เมื่อภพไม่มี ชาติจึงไม่มี
เพราะภพดับ ชาติจึงดับ

...เมื่ออุปาทานไม่มี ภพจึงไม่มี
เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ

...เมื่ออะไรหนอไม่มี อุปาทานจึงไม่มี
เพราะอะไรดับ อุปาทานจึงดับ

...เมื่อตัณหาไม่มี อุปาทานจึงไม่มี
เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ

...เมื่ออะไรหนอไม่มี ตัณหาจึงไม่มี
เพราะอะไรดับ ตัณหาจึงดับ

...เมื่อเวทนาไม่มี ตัณหาจึงไม่มี
เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ

...เมื่ออะไรหนอไม่มี เวทนาจึงไม่มี
เพราะอะไรดับ เวทนาจึงดับ

...เมื่อผัสสะไม่มี เวทนาจึงไม่มี
เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ

...เมื่ออะไรหนอไม่มี ผัสสะจึงไม่มี
เพราะอะไรดับ ผัสสะจึงดับ

...เมื่อสฬายตนะไม่มี ผัสสะจึงไม่มี
เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ

...เมื่ออะไรหนอไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี
เพราะอะไรดับ สฬายตนะจึงดับ

... เมื่อนามรูปไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี
เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ

...เมื่ออะไรหนอไม่มี นามรูปจึงไม่มี
เพราะอะไรดับ นามรูปจึงดับ

...เมื่อวิญญาณไม่มี นามรูปจึงไม่มี
เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ

...เมื่ออะไรหนอไม่มี วิญญาณจึงไม่มี
เพราะอะไรดับ วิญญาณจึงดับ

...เมื่อสังขารไม่มี วิญญาณจึงไม่มี
เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรานั้นได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า


เมื่ออะไรหนอไม่มี สังขารจึงไม่มี เพราะอะไรดับ สังขารจึงดับ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรานั้น เพราะกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย จึงได้รู้ด้วยปัญญาว่า

เมื่ออวิชชาไม่มีสังขารจึงไม่มี

เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ

เพราะสังขารดับ นามรูปจึงดับ

เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ

เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ

เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ

เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ

เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ

เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ

เพราะภพดับ ชาติจึงดับ

เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสจึงดับ

ดังพรรณนามาฉะนี้ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้บังเกิดขึ้นแก่เราในธรรมที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ฝ่ายข้างดับ ฝ่ายข้างดับ ดังนี้

 

 

อ้างอิง : มหาศักยมุนีโคตมสูตร พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๖  ข้อที่ ๒๖-๒๗ หน้า ๗-๙