พุทธธรรมเปลี่ยนโลก

มหาจัตตารีสกสูตร - ธรรมฝ่ายกุศล ๒๐ ฝ่ายอกุศล ๒๐



สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย”

ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดง สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุ มีองค์ประกอบ แก่เธอทั้งหลาย พวกเธอจงฟังสัมมาสมาธินั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวต่อไป”

ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระพระผู้มีพระภาคว่า

“ชอบแล้ว พระพุทธเจ้าข้า”


สัมมาสมาธิประกอบด้วยองค์ ๗
องค์ ๗ มีสัมมาทิฏฐิเป็นประธาน

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุ มีองค์ประกอบ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ประกอบแล้วด้วยองค์ ๗ เหล่านี้แล เรียกว่า สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุบ้าง มีองค์ประกอบบ้าง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน

ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ

ภิกษุรู้จักมิจฉาทิฐิ ว่ามิจฉาทิฐิ
รู้จักสัมมาทิฐิ ว่าสัมมาทิฐิ
ความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาทิฐิ เป็นไฉน คือ

ความเห็นดังนี้ว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้วไม่มีผล ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มี บิดาไม่มี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะไม่มี สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเองในโลกไม่มี

นี้ มิจฉาทิฐิ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฐิ เป็นไฉน

เรากล่าวสัมมาทิฐิเป็น ๒ อย่าง คือ

สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ ๑

สัมมาทิฐิของพระอริยะ ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค ๑

สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ เป็นไฉน คือ

ความเห็นดังนี้ว่า ทานที่ให้แล้วมีผล ยัญที่บูชาแล้วมีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้วมีผล ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้วมีอยู่ โลกนี้มี โลกหน้ามี มารดามี บิดามี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะมี สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเองในโลกมีอยู่

นี้ สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์

ก็สัมมาทิฐิของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค เป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ความเห็นชอบ องค์แห่งมรรค ของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่

นี้แล สัมมาทิฐิของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค

ภิกษุนั้นย่อมพยายามเพื่อละมิจฉาทิฐิ เพื่อบรรลุสัมมาทิฐิ
ความพยายามของเธอนั้น ...เป็นสัมมาวายามะ

ภิกษุนั้นมีสติ ละมิจฉาทิฐิได้ มีสติ บรรลุสัมมาทิฐิอยู่
สติของเธอนั้น ...เป็นสัมมาสติ


ด้วยอาการนี้ ธรรม ๓ ประการนี้ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ ย่อมห้อมล้อมเป็นไปตามสัมมาทิฐิของภิกษุนั้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน

ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ

ภิกษุรู้จักมิจฉาสังกัปปะ ว่ามิจฉาสังกัปปะ
รู้จักสัมมาสังกัปปะ ว่าสัมมาสังกัปปะ
ความรู้ของเธอนั้น ...เป็นสัมมาทิฐิ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาสังกัปปะ เป็นไฉน คือ

ความดำริในกาม
ดำริในพยาบาท
ดำริในความเบียดเบียน

นี้ มิจฉาสังกัปปะ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสังกัปปะ เป็นไฉน

เรากล่าวสัมมาสังกัปปะเป็น ๒ อย่าง คือ

สัมมาสังกัปปะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ ๑  

สัมมาสังกัปปะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค ๑

ก็สัมมาสังกัปปะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ เป็นไฉน คือ

ความดำริในเนกขัมมะ
ดำริในความไม่พยาบาท
ดำริในความไม่เบียดเบียน

นี้ สัมมาสังกัปปะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์

ก็สัมมาสังกัปปะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค เป็นไฉน

ความตรึก ความวิตก ความดำริ ความแน่ว ความแน่ ความปักใจ วจีสังขารของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรคเจริญอริยมรรคอยู่

นี้แล สัมมาสังกัปปะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค

ภิกษุนั้นย่อมพยายามเพื่อละมิจฉาสังกัปปะ เพื่อบรรลุสัมมาสังกัปปะ
ความพยายามของเธอนั้น ...เป็นสัมมาวายามะ

ภิกษุนั้นมีสติ ละมิจฉาสังกัปปะได้ มีสติ บรรลุสัมมาสังกัปปะอยู่
สติของเธอนั้น...เป็นสัมมาสติ  


ด้วยอาการนี้ ธรรม ๓ ประการนี้ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ ย่อมห้อมล้อมเป็นไปตามสัมมาสังกัปปะ ของภิกษุนั้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน

ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ

ภิกษุรู้จักมิจฉาวาจา ว่ามิจฉาวาจา
รู้จักสัมมาวาจา ว่าสัมมาวาจา
ความรู้ของเธอนั้น ...เป็นสัมมาทิฐิ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาวาจา เป็นไฉน คือ

พูดเท็จ
พูดส่อเสียด
พูดคำหยาบ
เจรจาเพ้อเจ้อ

นี้ มิจฉาวาจา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาวาจา เป็นไฉน

เรากล่าวสัมมาวาจาเป็น ๒ อย่าง คือ

สัมมาวาจาที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์  ๑

สัมมาวาจาของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค อย่าง ๑

ก็สัมมาวาจาที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ เป็นไฉน คือ

เจตนางดเว้นจากการพูดเท็จ
งดเว้นจากการพูดส่อเสียด
งดเว้นจากการพูดคำหยาบ
งดเว้นจากการเจรจาเพ้อเจ้อ

นี้ สัมมาวาจาที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์

ก็สัมมาวาจาของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค เป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความงด ความเว้น ความเว้นขาด เจตนางดเว้น จากวจีทุจริตทั้ง ๔ ของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่

นี้แล สัมมาวาจาของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค

ภิกษุย่อมพยายามเพื่อละมิจฉาวาจาเพื่อบรรลุสัมมาวาจาอยู่
ความพยายามของเธอนั้น ...เป็นสัมมาวายามะ

ภิกษุนั้นมีสติ ละมิจฉาวาจาได้ มีสติ บรรลุสัมมาวาจาอยู่
สติของเธอนั้น ...เป็นสัมมาสติ


ด้วยอาการนี้ ธรรม ๓ ประการนี้ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ ย่อมห้อมล้อม เป็นไปตามสัมมาวาจาของภิกษุนั้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน

ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ

ภิกษุรู้จักมิจฉากัมมันตะ ว่ามิจฉากัมมันตะ
รู้จักสัมมากัมมันตะ ว่าสัมมากัมมันตะ
ความรู้ของเธอนั้น ...เป็นสัมมาทิฐิ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉากัมมันตะ เป็นไฉน คือ

ปาณาติบาต
อทินนาทาน
กาเมสุมิจฉาจาร

นี้ มิจฉากัมมันตะ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมากัมมันตะ เป็นไฉน

เรากล่าวสัมมากัมมันตะเป็น ๒ อย่าง คือ สัมมากัมมันตะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ อย่าง ๑ สัมมากัมมันตะของพระอริยะ ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค อย่าง ๑

ก็สัมมากัมมันตะที่ยังเป็นสาสวะเป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์เป็นไฉน คือ

เจตนางดเว้นจากปาณาติบาต
งดเว้นจากอทินนาทาน
งดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร

นี้ สัมมากัมมันตะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์

ก็สัมมากัมมันตะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรคเป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความงด ความเว้น เจตนางดเว้น จากกายทุจริตทั้ง ๓ ของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่

นี้แล สัมมากัมมันตะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค

ภิกษุนั้นย่อมพยายามเพื่อละมิจฉากัมมันตะ เพื่อบรรลุสัมมากัมมันตะ ความพยายามของเธอนั้น...เป็นสัมมาวายามะ

ภิกษุนั้นมีสติละมิจฉากัมมันตะได้ มีสติบรรลุสัมมากัมมันตะอยู่ สติของเธอนั้น...เป็นสัมมาสติ


ด้วยอาการนี้ ธรรม ๓ ประการนี้ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ ย่อมห้อมล้อม เป็นไปตามสัมมากัมมันตะของภิกษุนั้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน

ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ

ภิกษุรู้จักมิจฉาอาชีวะ ว่ามิจฉาอาชีวะ
รู้จักสัมมาอาชีวะ ว่าสัมมาอาชีวะ
ความรู้ของเธอนั้น ...เป็นสัมมาทิฐิ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาอาชีวะ เป็นไฉน คือ

การโกง
การล่อลวง
การตลบตะแลง
การยอมมอบตนในทางผิด
การเอาลาภต่อลาภ

นี้ มิจฉาอาชีวะ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาอาชีวะ เป็นไฉน

เรากล่าวสัมมาอาชีวะเป็น ๒ อย่าง คือ

สัมมาอาชีวะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์  ๑

สัมมาอาชีวะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค ๑

ก็สัมมาอาชีวะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ เป็นไฉน คือ

อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมละมิจฉาอาชีวะ เลี้ยงชีพด้วยสัมมาอาชีวะ

นี้ สัมมาอาชีวะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์

ก็สัมมาอาชีวะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค เป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความงด ความเว้น เจตนางดเว้น จากมิจฉาอาชีวะ ของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่

นี้แล สัมมาอาชีวะของพระอริยะ ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค

ภิกษุนั้นย่อมพยายามเพื่อละมิจฉาอาชีวะ เพื่อบรรลุสัมมาอาชีวะ
ความพยายามของเธอนั้น ...เป็นสัมมาวายามะ

ภิกษุนั้นมีสติ ละมิจฉาอาชีวะได้ มีสติ บรรลุสัมมาอาชีวะอยู่
สติของเธอนั้น ...เป็นสัมมาสติ


ด้วยอาการนี้ ธรรม ๓ ประการนี้ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ ย่อมห้อมล้อมเป็นไปตามสัมมาอาชีวะของภิกษุนั้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน

ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ

เมื่อมีสัมมาทิฐิ
...สัมมาสังกัปปะจึงพอเหมาะได้

เมื่อมีสัมมาสังกัปปะ
...สัมมาวาจาจึงพอเหมาะได้

เมื่อมีสัมมาวาจา
...สัมมาอาชีวะจึงพอเหมาะได้

เมื่อมีสัมมาอาชีวะ
...สัมมาวายามะจึงพอเหมาะได้

เมื่อมีสัมมาวายามะ
...สัมมาสติจึงพอเหมาะได้

เมื่อมีสัมมาสติ
...สัมมาสมาธิจึงพอเหมาะได้

เมื่อมีสัมมาสมาธิ
...สัมมาญาณะจึงพอเหมาะได้

เมื่อมีสัมมาญาณะ
...สัมมาวิมุตติจึงพอเหมาะได้

ด้วยประการนี้แล พระเสขะผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ (มรรค ๘) จึงเป็นพระอรหันต์ประกอบด้วยองค์ ๑๐ (สัมมัตตะ ๑๐)

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน

ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ

ผู้มีสัมมาทิฐิ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาทิฐิได้ ทั้งอกุศลธรรมลามกเป็นอเนกบรรดามี เพราะมิจฉาทิฐิเป็นปัจจัยนั้น ก็เป็นอันผู้มีสัมมาทิฐิสลัดได้แล้ว และกุศลธรรมเป็นอเนก ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ ...เพราะสัมมาทิฐิเป็นปัจจัย

ผู้มีสัมมาสังกัปปะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาสังกัปปะได้ ทั้งอกุศลธรรมลามกเป็นอเนกบรรดามี เพราะมิจฉาสังกัปปะเป็นปัจจัยนั้น ก็เป็นอันผู้มีสัมมาสังกัปปะสลัดได้แล้ว และกุศลธรรมเป็นอเนก ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ ...เพราะสัมมาสังกัปปะเป็นปัจจัย

ผู้มีสัมมาวาจา ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาวาจาได้ ทั้งอกุศลธรรมลามกเป็นอเนกบรรดามี เพราะมิจฉาวาจาเป็นปัจจัยนั้น ก็เป็นอันผู้มีสัมมาวาจาสลัดได้แล้ว และกุศลธรรมเป็นอเนก ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ ...เพราะสัมมาวาจาเป็นปัจจัย

ผู้มีสัมมากัมมันตะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉากัมมันตะได้ ทั้งอกุศลธรรมลามกเป็นอเนกบรรดามี เพราะมิจฉากัมมันตะเป็นปัจจัยนั้น ก็เป็นอันผู้มีสัมมากัมมันตะสลัดได้แล้ว และกุศลธรรมเป็นอเนก ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ ...เพราะสัมมากัมมันตะเป็นปัจจัย

ผู้มีสัมมาอาชีวะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาอาชีวะได้  ทั้งอกุศลธรรมลามกเป็นอเนกบรรดามี เพราะมิจฉาอาชีวะเป็นปัจจัยนั้น ก็เป็นอันผู้มีสัมมาอาชีวะสลัดได้แล้ว และกุศลธรรมเป็นอเนก ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ ...เพราะสัมมาอาชีวะเป็นปัจจัย

ผู้มีสัมมาวายามะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาวายามะได้ ทั้งอกุศลธรรมลามกเป็นอเนกบรรดามี เพราะมิจฉาวายามะเป็นปัจจัยนั้น ก็เป็นอันผู้มีสัมมาวายามะสลัดได้แล้ว และกุศลธรรมเป็นอเนก ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ ...เพราะสัมมาวายามะเป็นปัจจัย

ผู้มีสัมมาสติ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาสติได้ ทั้งอกุศลธรรมลามกเป็นอเนกบรรดามี เพราะมิจฉาสติเป็นปัจจัยนั้น ก็เป็นอันผู้มีสัมมาสติสลัดได้แล้ว และกุศลธรรมเป็นอเนก ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ ...เพราะสัมมาสติเป็นปัจจัย

ผู้มีสัมมาสมาธิ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาสมาธิได้ ทั้งอกุศลธรรมลามกเป็นอเนกบรรดามี เพราะมิจฉาสมาธิป็นปัจจัยนั้น ก็เป็นอันผู้มีสัมมาสมาธิสลัดได้แล้ว และกุศลธรรมเป็นอเนก ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ ...เพราะสัมมาสมาธิเป็นปัจจัย

ผู้มีสัมมาญาณะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาญาณะได้ ทั้งอกุศลธรรมลามกเป็นอเนกบรรดามี เพราะมิจฉาญาณะเป็นปัจจัยนั้น ก็เป็นอันผู้มีสัมมาญาณะสลัดได้แล้ว และกุศลธรรมเป็นอเนก ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ ...เพราะสัมมาญาณะเป็นปัจจัย

ผู้มีสัมมาวิมุตติ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาวิมุตติได้ ทั้งอกุศลธรรมลามก เป็นอเนกบรรดามี เพราะมิจฉาวิมุตติเป็นปัจจัยนั้น ก็เป็นอันผู้มีสัมมาวิมุตติ สลัดได้แล้ว และกุศลธรรมเป็นอเนกย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ ...เพราะสัมมาวิมุตติเป็นปัจจัย


ด้วยประการนี้แล จึงเป็นธรรมฝ่ายกุศล ๒๐ ฝ่ายอกุศล ๒๐ ชื่อธรรมบรรยายมหาจัตตารีสกะ อันเราให้เป็นไปแล้ว สมณะหรือพราหมณ์ หรือเทวดา หรือมาร หรือพรหม หรือใคร ๆ ในโลก จะให้เป็นไปไม่ได้

ผู้ติเตียนมหาจัตตารีสกะย่อมน่าตำหนิ

ถ้าใครติเตียนสัมมาทิฐิ
...เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญผู้มีทิฐิผิด

ถ้าใครติเตียนสัมมาสังกัปปะ
...เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญผู้มีสังกัปปะผิด

ถ้าใครติเตียนสัมมาวาจา
...เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญผู้มีวาจาผิด

ถ้าใครติเตียนสัมมากัมมันตะ
...เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญผู้มีการงานผิด

ถ้าใครติเตียนสัมมาอาชีวะ
...เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญผู้มีอาชีวะผิด

ถ้าใครติเตียนสัมมาวายามะ
เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญผู้มีความพยายามผิด

ถ้าใครติเตียนสัมมาสติ
...เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญผู้มีสติผิด

ถ้าใครติเตียนสัมมาสมาธิ
...เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญผู้มีสมาธิผิด

ถ้าใครติเตียนสัมมาญาณะ
...เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญผู้มีญาณผิด

ถ้าใครติเตียนสัมมาวิมุตติ
...เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญผู้มีวิมุตติผิด


ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์ผู้ใดผู้หนึ่งพึงสำคัญที่จะติเตียน คัดค้านธรรมบรรยายมหาจัตตารีสกะนี้ การกล่าวก่อนและการกล่าวตามกัน ๑๐ ประการ อันชอบด้วยเหตุของผู้นั้นย่อมถึงฐานะน่าตำหนิในปัจจุบันเทียว

ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้พวกอัสสะและพวกภัญญะ ชาวอุกกลชนบท ซึ่งเป็นอเหตุกวาทะ (การกล่าวว่าไม่มีเหตุ) อกิริยวาทะ (การกล่าวว่าการกระทำไม่มีผล) นัตถิกวาทะ (การกล่าวว่าไม่มี เช่น ผลบุญผลบาปไม่มี) ก็ยังสำคัญที่จะไม่ติเตียน ไม่คัดค้าน ธรรมบรรยายมหาจัตตารีสกะ

นั่นเพราะเหตุไร... เพราะกลัวถูกนินทา ถูกว่าร้าย และถูกก่อความ"

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นต่างชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล

 

 

อ้างอิง : มหาจัตตารีสกสูตร พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๔ ข้อที่ ๒๕๒-๒๘๑ หน้า ๑๔๕-๑๕๑