พุทธธรรมเปลี่ยนโลก

โลกวิปัตติสูตร – โลกธรรม ๘ ประการ



พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย โลกธรรม ๘ ประการนี้แล ย่อมหมุนไปตามโลก และโลกย่อมหมุนไปตามโลกธรรม ๘ ประการ 

๘ ประการเป็นไฉน คือ

ลาภ ๑ - ความเสื่อมลาภ ๑
ยศ ๑ - ความเสื่อมยศ ๑
นินทา ๑ - สรรเสริญ ๑ 
สุข ๑ - ทุกข์ ๑   

โลกธรรม ๘ ประการนี้แล ย่อมหมุนไปตามโลก และโลกย่อมหมุนไปตามโลกธรรม ๘ ประการนี้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ลาภก็ดี ความเสื่อมลาภก็ดี
ยศก็ดี ความเสื่อมยศก็ดี
นินทาก็ดี สรรเสริญก็ดี
สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี
…ย่อมเกิดขึ้นแก่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ
…ย่อมเกิดขึ้นแม้แก่อริยสาวกผู้ได้สดับ

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในข้อนี้ จะมีอะไรแปลกกัน มีอะไรผิดกัน มีอะไรเป็นข้อแตกต่างกัน ระหว่างอริยสาวกผู้ได้สดับกับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ”

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมของข้าพระองค์ทั้งหลาย มีพระผู้มีพระภาคเป็นมูล มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่งอาศัย

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ขอเนื้อความแห่งภาษิตนี้ แจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเถิด ภิกษุทั้งหลายได้สดับต่อพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้”


“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว”

ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว”

ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย

ลาภ
...ย่อมเกิดขึ้นแก่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ
เขาไม่ตระหนักชัด ไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า ลาภนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่าลาภนั้น เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

ความเสื่อมลาภ
…ย่อมเกิดขึ้นแก่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ
เขาไม่ตระหนักชัด ไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า ความเสื่อมลาภนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่าความเสื่อมลาภนั้น เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

ยศ
…ย่อมเกิดขึ้นแก่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ
เขาไม่ตระหนักชัด ไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า ยศนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่ายศนั้นเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

ความเสื่อมยศ
…ย่อมเกิดขึ้นแก่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ
เขาไม่ตระหนักชัด ไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า ความเสื่อมยศนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่าความเสื่อมยศนั้น เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

นินทา
…ย่อมเกิดขึ้นแก่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ
เขาไม่ตระหนักชัด ไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า นินทานี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่านินทานั้นเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

สรรเสริญ
…ย่อมเกิดขึ้นแก่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ
เขาไม่ตระหนักชัด ไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า สรรเสริญนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่าสรรเสริญนั้นเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

สุข
…ย่อมเกิดขึ้นแก่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ
เขาไม่ตระหนักชัด ไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า สุขนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่าสุขนั้นเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

ทุกข์
…ย่อมเกิดขึ้นแก่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ
เขาไม่ตระหนักชัด ไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า ทุกข์ย่อมเกิดขึ้นแก่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ เขาไม่ตระหนักชัด ไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า ทุกข์นี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่า ทุกข์นั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

แม้ลาภ ย่อมครอบงำจิตของเขาได้
แม้ความเสื่อมลาภ ย่อมครอบงำจิตของเขาได้
แม้ยศ ย่อมครอบงำจิตของเขาได้
แม้ความเสื่อมยศ ย่อมครอบงำจิตของเขาได้
แม้นินทา ย่อมครอบงำจิตของเขาได้
แม้สรรเสริญ ย่อมครอบงำจิตของเขาได้
แม้สุข ย่อมครอบงำจิตของเขาได้
แม้ทุกข์ ย่อมครอบงำจิตของเขาได้

เขาย่อม ยินดี ลาภที่เกิดขึ้นแล้ว
ย่อม ยินร้ายในความเสื่อมลาภ
ย่อม ยินดี ยศที่เกิดขึ้น
ย่อม ยินร้ายในความเสื่อมยศ
ย่อม ยินดี สรรเสริญที่เกิดขึ้นแล้ว
ย่อม ยินร้าย ในนินทา
ย่อม ยินดี สุขที่เกิดขึ้นแล้ว
ย่อม ยินร้าย ในทุกข์


เขาประกอบด้วยความยินดี ยินร้ายอย่างนี้ ย่อมไม่พ้นไปจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส เรากล่าวว่า ไม่พ้นไปจากทุกข์

อริยสาวกผู้ได้สดับ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย

ลาภ
…ย่อมเกิดแก่อริยสาวกผู้ได้สดับ
อริยสาวกนั้น ย่อมตระหนักชัด ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า ลาภเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่าลาภนั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

ความเสื่อมลาภ
…ย่อมเกิดแก่อริยสาวกผู้ได้สดับ
อริยสาวกนั้น ย่อมตระหนักชัด ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า ความเสื่อมลาภเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่าความเสื่อมลาภนั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

ยศ
…ย่อมเกิดแก่อริยสาวกผู้ได้สดับ
อริยสาวกนั้น ย่อมตระหนักชัด ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า ยศเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่ายศนั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

ความเสื่อมยศ
…ย่อมเกิดแก่อริยสาวกผู้ได้สดับ
อริยสาวกนั้น ย่อมตระหนักชัด ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า ความเสื่อมยศเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่าความเสื่อมยศนั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

นินทา
…ย่อมเกิดแก่อริยสาวกผู้ได้สดับ
อริยสาวกนั้น ย่อมตระหนักชัด ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า นินทาเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่านินทานั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

สรรเสริญ
…ย่อมเกิดแก่อริยสาวกผู้ได้สดับ
อริยสาวกนั้น ย่อมตระหนักชัด ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า สรรเสริญเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่าสรรเสริญนั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

สุข
…ย่อมเกิดแก่อริยสาวกผู้ได้สดับ
อริยสาวกนั้น ย่อมตระหนักชัด ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า สุขเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่าสุขนั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

ทุกข์
…ย่อมเกิดขึ้นแก่อริยสาวกผู้ได้สดับ
อริยสาวกนั้นย่อมตระหนักชัด ทราบชัดตามความจริงว่า ทุกข์นี้เกิดขึ้น แล้วแก่เรา ก็แต่ว่า ทุกข์นั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

แม้ลาภ ย่อมครอบงำจิตของท่านไม่ได้
แม้ความเสื่อมลาภ ย่อมครอบงำจิตของเขาไม่ได้
แม้ยศ ย่อมครอบงำจิตของท่านไม่ได้
แม้ความเสื่อมยศ ย่อมครอบงำจิตของท่านไม่ได้
แม้นินทา ย่อมครอบงำจิตของท่านไม่ได้
แม้สรรเสริญ ย่อมครอบงำจิตของท่านไม่ได้
แม้สุข ย่อมครอบงำจิตของท่านไม่ได้
แม้ทุกข์ ย่อมครอบงำจิตของท่านไม่ได้

ท่านย่อมไม่ยินดีลาภที่เกิดขึ้นแล้ว
ไม่ยินร้าย ในความเสื่อมลาภ
ไม่ยินดี ยศที่เกิดขึ้นแล้ว
ไม่ยินร้าย ในความเสื่อมยศ
ไม่ยินดี ความสรรเสริญที่เกิดขึ้นแล้ว
ไม่ยินร้าย ในนินทา
ไม่ยินดี สุขที่เกิดขึ้นแล้ว
ไม่ยินร้าย ในทุกข์


ท่านละความยินดียินร้ายได้แล้วเด็ดขาดอย่างนี้ ย่อมพ้นไปจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส เรากล่าวว่า ย่อมพ้นไปจากทุกข์

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แล เป็นความแปลกกัน ผิดกัน แตกต่างกัน ระหว่างอริยสาวกผู้ได้สดับกับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ

ธรรมในหมู่มนุษย์เหล่านี้ คือ

ลาภ ๑ - ความเสื่อมลาภ ๑
ยศ ๑ - ความเสื่อมยศ ๑
นินทา ๑ - สรรเสริญ ๑
สุข ๑ - ทุกข์ ๑
เป็นสภาพไม่เที่ยง ไม่แน่นอน
มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

แต่ท่านผู้เป็นนักปราชญ์ มีสติ
ทราบธรรมเหล่านั้นแล้ว พิจารณาเห็นว่า
มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

ธรรมอันน่าปรารถนา ย่อมย่ำยีจิตของท่านไม่ได้
ท่านย่อมไม่ยินร้ายต่ออนิฏฐารมณ์  (ธรรมอันไม่น่าปรารถนา)
ท่านขจัดความยินดีและยินร้ายเสียได้จนไม่เหลืออยู่

อนึ่ง ท่านทราบทางนิพพานอันปราศจากธุลี
ไม่มีความเศร้าโศก เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ
ย่อมทราบได้อย่างถูกต้อง

 

 

อ้างอิง : โลกวิปัตติสูตร พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๒๓ ข้อที่ ๙๖ หน้า ๑๒๓-๑๒๕

 

ภาพประกอบ
ชื่อภาพ : "แสงธรรมแห่งความรุ่งโรจน์"
ขนาด : 0.8 ม.*2.0 ม.
เทคนิค : สีน้ำมันบนผ้าใบ
ศิลปิน : "พิชัย นิรัตน์" ศิลปินแห่งชาติ ปี 2546