45-36 ทรงปรารภการสักการบูชาอย่างยอด

สมัยนั้น ไม้สาละทั้งคู่ผลิดอกสะพรั่งนอกฤดูกาล ดอกไม้เหล่านั้นร่วงหล่นโปรยปรายลงยังพระสรีระของพระตถาคตเพื่อบูชา แม้ดอกมณฑารพอันเป็นของทิพย์ ก็ตกลงมาจากอากาศ ดอกมณฑารพเหล่านั้น ร่วงหล่นโปรยปรายลงยังพระสรีระของพระตถาคตเพื่อบูชา แม้จุณแห่งจันทน์อันเป็นของทิพย์ ก็ตกลงมาจากอากาศ จุณแห่งจันทน์เหล่านั้น

45-37 เทวดามาประชุมกันเพื่อเห็นพระผู้มีพระภาค

สมัยนั้น ท่านพระอุปวาณะยืนถวายงานพัดพระผู้มีพระภาคเฉพาะพระพักตร์ ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงขับท่านพระอุปวาณะว่า “ดูกรภิกษุ เธอจงหลีกไป อย่ายืนตรงหน้าเรา” ท่านพระอานนท์ได้มีความดำริว่า “ท่านอุปวาณะรูปนี้เป็นอุปัฏฐากอยู่ใกล้ชิดพระผู้มีพระภาคมาช้านาน ก็และเมื่อเป็นเช่นนั้น ในกาลครั้งสุดท้าย พระผู้มีพระภาคทรงขับท่านอุปวาณะ สาลวโนทยาน กุสินารา

45-38 ทรงปรารภสังเวชนียสถาน ๔ ตำบล

พระอานนท์ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อก่อน พวกภิกษุผู้อยู่จำพรรษาในทิศทั้งหลาย ย่อมมาเพื่อเฝ้าพระตถาคต พวกข้าพระองค์ย่อมได้เห็น ได้เข้าไปนั่งใกล้ภิกษุเหล่านั้นผู้ให้เจริญใจ ก็โดยกาลล่วงไปแห่งพระผู้มีพระภาค พวกข้าพระองค์จักไม่ได้เห็น ไม่ได้เข้าไปนั่งใกล้พวกภิกษุผู้ให้เจริญใจ พระอานนท์ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า

45-39 วิธีปฏิบัติในสตรี

พระอานนท์ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์จะพึงปฏิบัติในมาตุคามอย่างไร” “การไม่เห็น อานนท์” “ข้าแต่พระผู้มีพระภาค เมื่อการเห็นมีอยู่ จะพึงปฏิบัติอย่างไร” พระอานนท์ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า

45-40 วิธีปฏิบัติในพระพุทธสรีระ

พระอานนท์ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์ จะพึงปฏิบัติในพระสรีระของพระตถาคตอย่างไร” “ดูกรอานนท์ พวกเธอจงอย่าขวนขวาย เพื่อบูชาสรีระตถาคตเลย จงสืบต่อพยายามในประโยชน์ของตน ๆ เถิด จงเป็นผู้ไม่ประมาทในประโยชน์ของตน ๆ มีความเพียร มีตนอันส่งไปแล้วอยู่เถิด พระอานนท์ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า

45-41 ถูปารหบุคคล ๔

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ดูกรอานนท์ ถูปารหบุคคล ๔ จำพวก ถูปารหบุคคล ๔ จำพวกเป็นไฉน คือ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นถูปารหบุคคลจำพวกหนึ่ง พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า เป็นถูปารหบุคคลจำพวกหนึ่ง มกุฏพันธนเจดีย์ สาลวโนทยาน

45-42 ทรงประทานโอวาทแก่พระอานนท์

ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปสู่วิหาร ยืนเหนี่ยวไม้คันทวย ร้องไห้อยู่ว่า “เรายังเป็นเสขบุคคลมีกิจที่จะต้องทำอยู่ แต่พระศาสดาของเราซึ่งเป็นผู้อนุเคราะห์เรา ก็จักปรินิพพานเสีย” ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งถามพวกภิกษุว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานนท์ไปไหน" ภายในบริเวณสาลวโนทยาน กุสินารา

45-43 ทรงสรรเสริญพระอานนท์

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายใดได้มีแล้ว ในอดีตกาล ภิกษุผู้เป็นอุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาคทั้งหลายนั้น อย่างยิ่งก็เพียงนี้เท่านั้น คือ เหมือนอานนท์ของเรา อานันทโพธิ์ วัดเชตวันมหาวิหาร สาวัตถี

45-44 ทรงปรารภกุสินารา

ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคอย่าเสด็จปรินิพพานในเมืองเล็ก เมืองดอน กิ่งเมืองนี้เลย นครใหญ่เหล่าอื่นมีอยู่ คือ เมืองจัมปา เมืองราชคฤห์ เมืองสาวัตถี เมืองสาเกต เมืองโกสัมพี เมืองพาราณสี ขอพระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพานในเมืองเหล่านี้เถิด มหาปรินิพพานวิหาร กุสินารา

45-45 พระอานนท์แจ้งข่าวมัลลกษัตริย์

สมัยนั้น พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินารา ประชุมกันอยู่ที่สัณฐาคารด้วยกรณียกิจบางอย่าง ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปยังสัณฐาคารของพวกเจ้ามัลละเมืองกุสินารา ครั้นแล้วได้บอกแก่พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราว่า “ดูกรวาสิฏฐะทั้งหลาย พระตถาคตจักเสด็จปรินิพพานในปัจฉิมยามแห่งราตรีในวันนี้ พวกท่านจงรีบออกไปเถิด ๆ สาลวโนทยาน กุสินารา

45-46 สุภัททปริพาชกมาเข้าเฝ้า

ก็สมัยนั้น ปริพาชกนามว่า สุภัททะ อาศัยอยู่ในเมืองกุสินารา สุภัททปริพาชกได้สดับว่า พระสมณโคดมจักปรินิพพานในปัจฉิมยามแห่งราตรีในวันนี้แหละ สุภัททปริพาชกได้มีความคิดอย่างนี้ว่า “ก็เราสดับถ้อยคำของพวกปริพาชกผู้เฒ่าผู้แก่ ซึ่งเป็นอาจารย์และปาจารย์กล่าวอยู่ว่า พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจะอุบัติในโลก ในบางครั้งบางคราว

45-47 ทรงแสดงธรรมแก่สุภัททปริพพาชก

สุภัททปริพาชกเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ สมณพราหมณ์เหล่านี้ใด เป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ มีชื่อเสียง มียศ ปัจฉิมสาวกสถูป สาวโนทยาน

45-48 พระสุภัททสำเร็จอรหัต เป็นปัจฉิมสาวก

สุภัททปริพาชกได้กล่าวกะท่านพระอานนท์ว่า “ดูกรท่านอานนท์ผู้มีอายุ เป็นลาภของท่าน ท่านได้ดีแล้ว ที่พระศาสดาทรงอภิเษกด้วยอันเตวาสิกาภิเษกในที่เฉพาะพระพักตร์ในพระศาสนานี้” สุภัททปริพาชกได้บรรพชา อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาค ปัจฉิมสาวกสถูป

45-49 ทรงประทานโอวาทแก่ภิกษุสงฆ์ในคืนปรินิพพาน

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกท่านพระอานนท์มารับสั่งว่า “ดูกรอานนท์ บางทีพวกเธอจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า ปาพจน์มีพระศาสดาล่วงแล้ว พระศาสดาของพวกเราไม่มี ก็ข้อนี้ พวกเธอไม่พึงเห็นอย่างนั้น ธรรมและวินัยอันใด เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอ ธรรมและวินัยอันนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอ โดยกาลล่วงไปแห่งเรา ครั้งนั้น

45-51 พระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพาน

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเข้าปฐมฌาน ออกจากปฐมฌานแล้ว ทรงเข้าทุติยฌาน ออกจากทุติยฌานแล้ว ทรงเข้าตติยฌาน ออกจากตติยฌานแล้ว ทรงเข้าจตุตถฌาน ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเข้าปฐมฌาน

45-52 พรหมและเทวดากล่าวสังเวคธรรม

เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพานแล้ว พร้อมกับการเสด็จปรินิพพาน ได้เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ เกิดความขนพองสยองเกล้าน่าพึงกลัว ทั้งกลองทิพย์ก็บันลือขึ้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพานแล้ว พร้อมกับการเสด็จปรินิพพาน ท้าวสหัมบดีพรหมได้กล่าวคาถานี้ ความว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพานแล้ว พร้อมกับการเสด็จปรินิพพาน ได้เกิดแผ่นดินไหวใหญ่

45-53 พระอานนท์แจ้งข่าวปรินิพพานแก่พวกเจ้ามัลละ

สมัยนั้น พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราประชุมกันอยู่ที่สัณฐาคารด้วยเรื่องปรินิพพานนั้นอย่างเดียว ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์ เข้าไปยังสัณฐาคารของพวกเจ้ามัลละเมืองกุสินารา ครั้นเข้าไปแล้ว ได้บอกแก่พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราว่า “ดูกรวาสิฏฐะทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพานแล้ว ขอท่านทั้งหลายจงทราบกาลอันควรในบัดนี้เถิด”

45-54 ความประสงค์ของเทวดา

สมัยนั้น มัลลปาโมกข์ ๘ องค์ สระสรงเกล้าแล้ว ทรงนุ่งผ้าใหม่ ด้วยตั้งพระทัยว่า เราจักยกพระสรีระพระผู้มีพระภาค ก็มิอาจจะยกขึ้นได้ ลำดับนั้น พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราได้ถามท่านพระอนุรุทธะว่า “ข้าแต่ท่านอนุรุทธะ อะไรหนอเป็นเหตุ อะไรหนอเป็นปัจจัย ให้มัลลปาโมกข์ ๘ องค์นี้ ผู้สระสรงเกล้าแล้วทรงนุ่งผ้าใหม่ ด้วยตั้งใจว่า เราจักยกพระสรีระพระผู้มีพระภาค

45-55 เจ้ามัลละจัดเตรียมพระสรีระพระผู้มีพระภาค

ลำดับนั้น พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราได้ถามท่านพระอานนท์ว่า “ข้าแต่ท่านพระอานนท์ พวกข้าพเจ้าจะปฏิบัติอย่างไรในพระสรีระพระผู้มีพระภาค” ท่านพระอานนท์ตอบว่า “ดูกรวาสิฏฐะทั้งหลาย พวกท่านพึงปฏิบัติในพระสรีระพระตถาคตเหมือนที่เขาปฏิบัติในพระสรีระพระเจ้าจักรพรรดิ” มหาปรินิพพานวิหาร กุสินารา

45-56 พระมหากัสสปเถระเดินทางสู่กุสินารา

สมัยนั้น ท่านพระมหากัสสปพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป เดินทางไกลจากเมืองปาวามาสู่เมืองกุสินารา ลำดับนั้น ท่านพระมหากัสสปแวะออกจากทางแล้วนั่งพักที่โคนต้นไม้ต้นหนึ่ง สมัยนั้น อาชีวกคนหนึ่งถือดอกมณฑารพในเมืองกุสินารา เดินทางไกลมาสู่เมืองปาวา ท่านพระมหากัสสปได้เห็นอาชีวกนั้นมาแต่ไกล จึงถามอาชีวกนั้นว่า ถ้าปิปผลิคูหา นครราชคฤห์

45-57 มัลลปาโมกข์ไม่อาจยังไฟให้ติดจิตกาธาร

สมัยนั้น มัลลปาโมกข์ ๔ องค์ สระสรงเกล้าแล้ว ทรงนุ่งผ้าใหม่ด้วยตั้งใจว่า เราจักยังไฟให้ติดจิตกาธารของพระผู้มีพระภาค ก็มิอาจให้ติดได้ ลำดับนั้น พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราได้ถามท่านพระอนุรุทธะว่า “ข้าแต่ท่านพระอนุรุทธะ อะไรหนอเป็นเหตุ อะไรหนอเป็นปัจจัย สถูปพระบรมสารีริกธาตุ กษัตริย์ลิจฉวี เมืองเวสาลี

45-58 การถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ

ครั้งนั้น ท่านพระมหากัสสปเข้าไปถึงมกุฏพันธนเจดีย์ของพวกเจ้ามัลละในเมืองกุสินารา และถึงจิตกาธารของพระผู้มีพระภาค ครั้นแล้ว กระทำจีวรเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ประนมอัญชลี กระทำประทักษิณจิตกาธาร ๓ รอบ แล้วเปิดทางพระบาท ถวายบังคมพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้า มกุฏพันธนเจดีย์ สถานที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ

45-59 เหล่ากษัตริย์ทราบข่าวการปรินิพพาน

พระเจ้าแผ่นดินมคธพระนามว่าอชาตศัตรู เวเทหีบุตร พวกกษัตริย์ลิจฉวีเมืองเวสาลี พวกกษัตริย์ศากยะเมืองกบิลพัสดุ์ พวกกษัตริย์ถูลีเมืองอัลกัปปะ พวกกษัตริย์โกลิยะเมืองรามคาม พวกกษัตริย์มัลละเมืองปาวาได้ทรงสดับข่าวว่า พระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพานในเมืองกุสินารา จึงทรงส่งทูตไปหาพวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราว่า สถูปพระบรมสารีริกธาตุ กษัตริย์โกลิยะ

45-60 โทณพราหมณ์แบ่งพระสรีระธาตุ

โทณพราหมณ์ได้พูดกะหมู่คณะเหล่านั้นว่า “ดูกรท่านผู้เจริญทั้งหลาย ขอพวกท่านจงฟังคำอันเอกของข้าพเจ้า พระพุทธเจ้าของเราทั้งหลายเป็นผู้กล่าวสรรเสริญขันติ การจะสัมประหารกันเพราะส่วนพระสรีระของพระพุทธเจ้าผู้เป็นอุดมบุคคลเช่นนี้ ไม่ดีเลย เมื่อพวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราตรัสตอบหมู่คณะเหล่านั้นอย่างนี้แล้วว่า