เสด็จลงจากภพดาวดึงส์

7-03 เสด็จลงจากภพดาวดึงส์และทรงเปิดโลก



อจลเจดีย์ สถานที่เสด็จลงจากดาวดึงส์ภพ

สมัยนั้น บริษัทมีปริมณฑล ๓๖ โยชน์ ผู้เฝ้ารอพระผู้มีพระภาคเสด็จลงจากภพดาวดึงส์ คิดว่า

“แต่บัดนี้ไป ในวันที่ ๗ จักเป็นวันมหาปวารณา”

แล้วเข้าไปหาพระมหาโมคคัลลานเถระ ถามว่า

“ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าใคร่จะทราบวันเสด็จลงของพระผู้มีพระภาค เพราะข้าพเจ้าทั้งหลายเมื่อไม่เห็นพระผู้มีพระภาคแล้ว จักไม่ไป”

ท่านพระมหาโมคคัลลานะฟังถ้อยคำนั้นแล้วรับว่า “ดีละ” แล้วดำลงในแผ่นดินตรงนั้นเอง อธิษฐานว่า

“บริษัทจงเห็นเรา ผู้ไปถึงเชิงเขาสิเนรุ แล้วขึ้นไปอยู่”

แล้วปรากฏมีรูปดุจด้ายกัมพลเหลืองที่ร้อยไว้ในแก้วมณีเทียว ขึ้นไปแล้วท่ามกลางเขาสิเนรุ แม้พวกมนุษย์ก็แลเห็นท่านว่า ขึ้นไปแล้ว ๑ โยชน์ ขึ้นไปแล้ว ๒ โยชน์ เป็นต้น แม้พระเถระขึ้นไปถวายบังคมพระบาทยุคลของพระผู้มีพระภาค ดุจเทินไว้ด้วยเศียรเกล้า กราบทูลอย่างนั้นว่า

“พระพุทธเจ้าข้า บริษัทประสงค์จะเฝ้าพระองค์ก่อนแล้วไป พระองค์จักเสด็จลงเมื่อไร”

พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า

“โมคคัลลานะ ก็สารีบุตร พี่ของเธอ อยู่ที่ไหน”

“พระเจ้าข้า ท่านจำพรรษาอยู่ในสังกัสสนคร”

“โมคคัลลานะ ในวันที่ ๗ แต่วันนี้ไป เราจักลงที่ประตูเมืองสังกัสสะในวันมหาปวารณา ผู้ใคร่จะพบเราก็จงไปที่นั่นเถิด

ก็แล สังกัสสนครจากกรุงสาวัตถี มีประมาณ ๓๐ โยชน์ ในทางเท่านั้น กิจที่จะต้องเตรียมเสบียงย่อมไม่มีแก่ใคร ๆ เธอพึงบอกแก่คนเหล่านั้นว่า ท่านทั้งหลาย จงเป็นผู้รักษาอุโบสถ ไป ดุจไปสู่วิหารใกล้เพื่อฟังธรรมเถิด

ท้าวสักกะเนรมิตบันได

พระเถระรับคำแล้วได้บอกตามรับสั่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จจำพรรษาปวารณาแล้ว ตรัสบอกแก่ท้าวสักกะว่า

“มหาบพิตร อาตมภาพจักไปสู่ถิ่นของมนุษย์”

ท้าวสักกะทรงนิรมิตบันได ๓ ชนิด คือ บันไดทองคำ บันไดแก้วมณี บันไดเงิน เชิงบันไดเหล่านั้น ตั้งอยู่แล้วที่ประตูสังกัสสนคร หัวบันไดเหล่านั้น ตั้งอยู่แล้วที่ยอดเขาสิเนรุ ในบันไดเหล่านั้น บันไดทองได้มีในข้างเบื้องขวาเพื่อพวกเทวดา บันไดเงินได้มีในข้างเบื้องซ้ายเพื่อมหาพรหมทั้งหลาย บันไดเเก้วมณีได้มีในท่ามกลางเพื่อพระตถาคต

ทรงเปิดโลกทั้งสาม

พระผู้มีพระภาคประทับยืนอยู่บนยอดเขาสิเนรุ ทรงทำยมกปาฏิหาริย์ในกาลที่เสด็จลงจากเทวโลก

ทรงแลดูข้างบนแล้ว สถานที่อันพระองค์ทรงแลดูแล้วทั้งหลาย ได้มีเนินเป็นอันเดียวกันจนถึงพรหมโลก

ทรงแลดูข้างล่าง สถานที่อันพระองค์ทรงแลดูแล้ว ได้มีเนินเป็นอันเดียวกันจนถึงอเวจี

ทรงแลดูทิศใหญ่และทิศเฉียงทั้งหลาย จักรวาลหลายแสน ได้มีเนินเป็นอันเดียวกัน

เทวดาเห็นพวกมนุษย์ แม้พวกมนุษย์ก็เห็นพวกเทวดา พวกเทวดาและมนุษย์ทั้งหมดต่างเห็นกันแล้วเฉพาะหน้าทีเดียว

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปล่งพระฉัพพรรณรังสีไปแล้ว มนุษย์ในบริษัทซึ่งมีปริมณฑล ๓๖ โยชน์ แม้คนหนึ่ง เมื่อแลดูสิริของพระพุทธเจ้าในวันนั้นแล้ว ชื่อว่าไม่ปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า มิได้มีเลย

เสด็จลงจากดาวดึงส์

พวกเทวดาลงทางบันไดทอง พวกมหาพรหมลงทางบันไดเงิน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จลงทางบันไดแก้วมณี

เทพบุตรนักฟ้อนชื่อ ปัญจสิขะ ถือพิณสีเหลืองดุจผลมะตูมยืนอยู่ ณ ข้างเบื้องขวา ทำบูชาด้วยการฟ้อนแด่พระผู้มีพระภาคลงมา มาตลิสังคาหกเทพบุตรยืน ณ ข้างเบื้องซ้าย ถือของหอมระเบียบและดอกไม้อันเป็นทิพย์ นมัสการอยู่ ทำบูชาแล้วลงมา ท้าวมหาพรหมกั้นฉัตร ท้าวสุยามถือพัดวาลวิชนี

พระผู้มีพระภาคเสด็จลงพร้อมด้วยบริวารนี้ หยุดประทับอยู่ที่ประตูสังกัสสนคร

เเม้พระสารีบุตรเถระ มาถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว เพราะพระผู้มีพระภาคเสด็จลงด้วยพุทธสิริเห็นปานนั้น อันท่านไม่เคยเห็นแล้วในกาลก่อนแต่นี้ เพราะฉะนั้น จึงประกาศความยินดีของตนว่า

“พระผู้มีพระภาค ผู้มีถ้อยคำอันไพเราะ ทรงเป็นอาจารย์แห่งคณะ เสด็จมาจากดุสิตอย่างนี้ เรายังไม่เห็นหรือไม่ได้ยินต่อใครในกาลก่อนแต่นี้”

แล้วกราบทูลว่า

“พระพุทธเจ้าข้า วันนี้เทวดาและมนุษย์แม้ทั้งหมดย่อมกระหยิ่มปรารถนาต่อพระองค์”

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค ตรัสกะท่านพระสารีบุตรว่า

“สารีบุตร ชื่อว่าพระพุทธเจ้าผู้ประกอบพร้อมด้วยคุณเห็นปานนี้ ย่อมเป็นที่รักของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายโดยแท้”

เมื่อจะทรงแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า

“พระสัมพุทธเจ้าเหล่าใดเป็นปราชญ์ ขวนขวายในฌาน ยินดีแล้วในธรรมที่เข้าไปสงบด้วยสามารถแห่งการออก แม้เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายก็ย่อมกระหยิ่มต่อพระสัมพุทธเจ้าเหล่านั้น ผู้มีสติ”

ในกาลจบเทศนา ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์ประมาณ ๓๐ โกฏิ ภิกษุ ๕๐๐ สัทธิวิหาริกของพระเถระ ตั้งอยู่แล้วในพระอรหัต



สังกัสสนครเป็นที่เสด็จลงจากดาวดึงส์

ได้ยินว่า การทำยมกปาฏิหาริย์แล้ว จำพรรษาในเทวโลก แล้วเสด็จลงที่ประตูสังกัสสนคร อันพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ไม่ทรงละแล้วแล ก็สถานที่พระบาทเบื้องขวาประดิษฐาน ณ ที่เสด็จลงนั้น มีนามว่า อจลเจติยสถาน

พระผู้มีพระภาคประทับยืน ณ ที่นั้น ตรัสถามปัญหาในวิสัยของปุถุชน เป็นต้น พวกปุถุชนแก้ปัญหาได้ในวิสัยของตนเท่านั้น ไม่สามารถจะแก้ปัญหาในวิสัยของพระโสดาบันได้ พระอริยบุคคลทั้งหลายมีพระโสดาบัน เป็นต้น ก็เหมือนกัน ไม่สามารถจะแก้ปัญหาในวิสัยของพระอริยบุคคลทั้งหลาย มีพระสกทาคามี เป็นต้น พระมหาสาวกที่เหลือไม่สามารถจะแก้ปัญหาในวิสัยของพระมหาโมคคัลลานะ พระมหาโมคคัลลานะไม่สามารถจะแก้ปัญหาในวิสัยของพระสารีบุตรเถระได้ แม้พระสารีบุตรเถระก็ไม่สามารถจะแก้ปัญหาในวิสัยของพระพุทธเจ้าได้เหมือนกัน

พระผู้มีพระภาคทรงแลดูทิศทั้งปวง ตั้งต้นแต่ปาจีนทิศ สถานที่ทั้งปวงได้มีเนินเป็นอันเดียวกันทีเดียว เทวดาและมนุษย์ใน ๘ ทิศ และเทวดาเบื้องบนจรดพรหมโลก และยักษ์ นาค และสุบรรณผู้อยู่ ณ ภาคพื้นเบื้องต่ำ ประคองอัญชลีกราบทูลว่า

“พระพุทธเจ้าข้า ชื่อว่าผู้วิสัชนาปัญหานี้ มิได้มีในสมาคมนี้ ขอพระองค์โปรดใคร่ครวญในสมาคมนี้ทีเดียว”

 

 

อ้างอิง : อรรถกถาเรื่อง ยมกปาฏิหาริย์ คาถาธรรมบท พุทธวรรค