พุทธธรรมเปลี่ยนโลก

15-3 พระมหาโมคคัลลานแสดงอวัสสุตปริยายและอนวัสสุตปริยายแก่ภิกษุทั้งหลาย



สระน้ำในเขตพระราชวัง กรุงกบิลพัสดุ์

พระผู้มีพระภาคทรงยังเจ้าศากยราชทั้งหลายผู้ครองเมืองกบิลพัสดุ์ให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถาหลายราตรี แล้วทรงส่งไปด้วยพระดำรัสว่า

"ดูกรท่านผู้โคตมโคตรทั้งหลายราตรีล่วงไปแล้ว บัดนี้ ท่านทั้งหลายจงสำคัญกาลที่จะเสด็จไปเถิด"

เจ้าศากยราชทั้งหลายผู้ครองเมืองกบิลพัสดุ์ทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า

"อย่างนั้น พระเจ้าข้า"

แล้วเสด็จลุกขึ้นจากอาสนะ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทรงทำประทักษิณแล้ว เสด็จไป

ลำดับนั้นแล เมื่อเจ้าศากยราชทั้งหลายเสด็จไปแล้วไม่นาน พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกพระมหาโมคคัลลานะมาตรัสว่า

"ดูกรโมคคัลลานะ ภิกษุสงฆ์ปราศจากถีนมิทธะแล้วแล ธรรมีกถาของเธอจงแจ่ม แจ้งแก่ภิกษุทั้งหลาย

เราเมื่อยหลัง จักเหยียดหลัง"

ท่านพระมหาโมคคัลลานะทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงปูลาดผ้าสังฆาฏิ ๔ ชั้น แล้วทรงสำเร็จสีหไสยาโดยพระปรัสเบื้องขวา ทรงซ้อนพระบาทด้วยพระบาท มีพระสติสัมปชัญญะ ทรงทำไว้ในพระทัยซึ่งอุฏฐานสัญญา

ในลำดับนั้นแล ท่านพระมหาโมคคัลลานะ เรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า

"ดูกรอาวุโสทั้งหลาย"

ภิกษุเหล่านั้นรับต่อพระมหาโมคคัลลานะแล้ว ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้กล่าวว่า

"ดูกรอาวุโสทั้งหลาย เราจักแสดงอวัสสุตปริยายและอนวัสสุตปริยายแก่ท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงฟังอวัสสุตปริยายและอนวัสสุตปริยายนั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว"

ภิกษุเหล่านั้นรับต่อท่านพระมหาโมคคัลลานะแล้ว ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้กล่าวว่า

อวัสสุตปริยาย

"ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุย่อมเป็นผู้มีใจชุ่มด้วยกามอย่างไร

ภิกษุในศาสนานี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว
ย่อมน้อมใจไปในรูปอันน่ารัก ย่อมขัดเคืองในรูปอันไม่น่ารัก...

ได้ยินเสียงด้วยหูแล้ว
ย่อมน้อมใจไปในเสียงอันน่ารัก ย่อมขัดเคืองในเสียงอันไม่น่ารัก...

ได้กลิ่นด้วยจมูกแล้ว
ย่อมน้อมใจไปในกลิ่นอันน่ารัก ย่อมขัดเคืองในกลิ่นอันไม่น่ารัก...

ได้ลิ้มรสด้วยลิ้นแล้ว
ย่อมน้อมใจไปในรสอันน่ารัก ย่อมขัดเคืองในรสอันไม่น่ารัก...

ได้สัมผัสเสียงด้วยกายแล้ว
ย่อมน้อมใจไปในสัมผัสอันน่ารัก ย่อมขัดเคืองในสัมผัสอันไม่น่ารัก...

รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว
ย่อมน้อมใจไปในธรรมารมณ์อันน่ารัก ย่อมขัดเคืองในธรรมารมณ์อันไม่น่ารัก

เป็นผู้ไม่เข้าไปตั้งกายคตาสติไว้ มีใจมีประมาณน้อยอยู่ และย่อมไม่รู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติอันเป็นที่ดับไปไม่เหลือแห่งอกุศลธรรมอันลามกที่บังเกิดขึ้นแล้วแก่เธอตามความเป็นจริง

ภิกษุนี้เรียกว่า เป็นผู้มีใจชุ่มแล้วในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ อันจะพึงรู้แจ้งด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ถ้าแม้ว่า มารเข้าไปหาภิกษุนั้น ผู้มีปรกติอยู่อย่างนั้น ทางจักษุ... ทางหู... ทางจมูก... ทางลิ้น... ทางกาย... ทางใจ... มารย่อมได้ช่อง ได้เหตุ

เรือนไม้อ้อก็ดี เรือนหญ้าก็ดี ที่แห้งเกราะ เขาทำไว้ภายนอก กาลฝน ถ้าแม้บุรุษพึงเข้าไปใกล้เรือนไม้อ้อหรือเรือนหญ้านั้นในทิศบูรพา...ในทิศปัศจิม... ในทิศอุดร.. ในทิศทักษิณ...ในทิศเบื้องต่ำ... ในทิศเบื้องบน ด้วยคบหญ้าอันไฟติดทั่วแล้ว ไฟพึงได้ช่อง ได้เหตุ แม้ฉันใด

ถ้าแม้ว่ามารเข้าไปหาภิกษุนั้น ผู้มีปรกติอยู่อย่างนั้น ทางจักษุ ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ มารพึงได้ช่องได้เหตุ ฉันนั้น

ก็รูปครอบงำภิกษุผู้มีปรกติอยู่อย่างนั้น ภิกษุไม่ครอบงำรูป

เสียงครอบงำภิกษุ ภิกษุไม่ครอบงำเสียง

กลิ่นครอบงำภิกษุ ภิกษุไม่ครอบงำกลิ่น

รสครอบงำภิกษุ ภิกษุไม่ครอบงำรส

โผฏฐัพพะครอบงำภิกษุ ภิกษุไม่ครอบงำโผฏฐัพพะ

ธรรมารมณ์ครอบงำภิกษุ ภิกษุไม่ครอบงำธรรมารมณ์

ภิกษุนี้เรียกว่าเป็นผู้ถูกรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ครอบงำ ไม่ครอบงำรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์

ธรรมทั้งหลายที่เป็นบาป เป็นอกุศล มีความเศร้าหมอง ให้เกิดในภพใหม่ มีความกระวนกระวาย มีทุกข์เป็นวิบาก เป็นที่ตั้งแห่งชาติ ชรา และมรณะต่อไป ครอบงำแล้ว

ภิกษุเป็นผู้มีใจชุ่มแล้วด้วยกามอย่างนี้แล

อนวัสสุตปริยาย

ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้มีใจไม่ชุ่มด้วยกามอย่างไร

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว
ย่อมไม่น้อมใจไปในรูปอันน่ารัก ไม่ขัดเคืองในรูปอันไม่น่ารัก...

ได้ยินเสียงด้วยหูแล้ว
ย่อมไม่น้อมใจไปในเสียงอันน่ารัก ย่อมไม่ขัดเคืองในเสียงอันไม่น่ารัก...

ได้กลิ่นด้วยจมูกแล้ว
ย่อมไม่น้อมใจไปในกลิ่นอันน่ารัก ย่อมไม่ขัดเคืองในกลิ่นอันไม่น่ารัก...

ได้ลิ้มรสด้วยลิ้นแล้ว
ย่อมไม่น้อมใจไปในรสอันน่ารัก ย่อมไม่ขัดเคืองในรสอันไม่น่ารัก...

ได้สัมผัสเสียงด้วยกายแล้ว
ย่อมไม่น้อมใจไปในสัมผัสอันน่ารัก ย่อมไม่ขัดเคืองในสัมผัสอันไม่น่ารัก...

รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว
ย่อมไม่น้อมใจไปในธรรมารมณ์อันน่ารัก ย่อมไม่ขัดเคืองในธรรมารมณ์อันไม่น่ารัก

เป็นผู้เข้าไปตั้งกายคตาสติไว้ มีใจหาประมาณมิได้อยู่ และย่อมรู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับไปไม่เหลือแห่งอกุศลธรรมอันลามกที่บังเกิดขึ้นแล้วแก่เธอตามความเป็นจริง

ภิกษุนี้เรียกว่า เป็นผู้มีใจไม่ชุ่มแล้วในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ อันจะพึงรู้แจ้งด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ถ้าแม้มารเข้าไปหาภิกษุนั้นผู้มีปรกติอยู่อย่างนั้นทางจักษุ... ทางหู... ทางจมูก... ทางลิ้น... ทางกาย... ทางใจ... มารย่อมไม่ได้ช่อง ไม่ได้เหตุ

ถ้าแม้บุรุษพึงเข้าไปใกล้กูฏาคารศาลาในทิศบูรพา...ในทิศปัศจิม... ในทิศอุดร... ในทิศทักษิณ... ทิศเบื้องต่ำ... ทิศเบื้องบนด้วยคบหญ้าอันไฟติดทั่วแล้ว ไฟไม่พึงได้ช่อง ไม่พึงได้เหตุ เพราะการขยำดินทาอย่างแน่นหนา ถ้าแม้บุรุษพึงเข้า ไปใกล้กูฏาคารศาลานั้นในทิศปัศจิม ในทิศอุดร ในทิศทักษิณ ทิศเบื้องต่ำ ทิศ เบื้องบน ด้วยคบหญ้าอันไฟติดทั่วแล้ว ไฟไม่พึงได้ช่อง ไม่พึงได้เหตุ เพราะ การขยำดินทาอย่างแน่นหนา

ถ้าแม้บุรุษพึงเข้าไปใกล้กูฏาคารนั้นที่ใดที่หนึ่งด้วยคบหญ้าอันไฟติดทั่วแล้ว ไฟไม่พึงได้ช่อง ไม่พึงได้เหตุ แม้ฉันใด

ถ้าแม้มารเข้าไปหาภิกษุนั้นผู้มีปรกติอยู่อย่างนั้นทางจักษุ... ทางหู... ทางจมูก... ทางลิ้น... ทางกาย... ทางใจ... มารก็ไม่ได้ช่อง ไม่ได้เหตุ ฉันนั้น

ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ก็ภิกษุผู้มีปรกติอยู่อย่างนั้น

ครอบงำรูป รูปไม่ครอบงำภิกษุ

ภิกษุครอบงำเสียง เสียงไม่ครอบงำภิกษุ

ภิกษุครอบงำกลิ่น กลิ่นไม่ครอบงำภิกษุ

ภิกษุครอบงำรส รสไม่ครอบงำภิกษุ

ภิกษุครอบงำโผฏฐัพพะ โผฏฐัพพะไม่ครอบงำภิกษุ

ภิกษุ ครอบงำธรรมารมณ์ ธรรมารมณ์ไม่ครอบงำภิกษุ

ภิกษุนี้เรียกว่า ผู้ครอบงำรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ อันเป็นบาป เป็นอกุศลเหล่านั้น อันมีความเศร้าหมอง ให้เกิดในภพใหม่ มีความกระวน กระวาย มีทุกข์เป็นวิบาก เป็นที่ตั้งแห่งชาติ ชราและมรณะต่อไป

ภิกษุเป็นผู้มีใจไม่ชุ่มแล้วด้วยกามอย่างนี้"

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จลุกขึ้นแล้ว ตรัสเรียกท่านพระมหาโมคคัลลานะมาว่า

"ดีละ ดีละ โมคคัลลานะ ดูกรโมคคัลลานะ เธอได้ภาษิตอวัสสุตปริยายและอนวัสสุตปริยายแก่ภิกษุทั้งหลาย ดีแล้ว ๆ"

ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้กล่าวไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว พระศาสดาได้ทรงพอพระทัย ภิกษุเหล่านั้นมีใจชื่นชม เพลิดเพลินภาษิตของท่านพระมหาโมคคัลลานะ ฉะนั้นแล

 

 

อ้างอิง : อวัสสุตสูตร พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่มที่ ๑๘ ข้อที่ ๓๒๖-๓๓๑ หน้า ๒๐๐-๒๐๔