พุทธธรรมเปลี่ยนโลก

15-13 พระมหากัจจานะแสดงมธุปิณฑิกปริยาย



นิโครธาราม นครกบิลพัสดุ์

ท่านมหากัจจานะจึงกล่าวว่า

"ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงฟัง จงใส่ใจให้ดี ผมจะกล่าว"

ภิกษุเหล่านั้นรับคำแล้ว ท่านพระมหากัจจานะจึงกล่าวดังนี้ว่า

"ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอุเทศไว้โดยย่อว่า

ส่วนแห่งสัญญาเครื่องเนิ่นช้าย่อมครอบงำบุรุษเพราะเหตุใด ถ้าการที่บุคคลจะเพลิดเพลิน ยึดถือ กล้ำกลืน ไม่มีในเหตุนั้น

อันนี้แลเป็นที่สุดแห่งราคานุสัย เป็นที่สุดแห่งปฏิฆานุสัย เป็นที่สุดแห่งทิฏฐานุสัย เป็นที่สุดแห่งวิจิกิจฉานุสัย เป็นที่สุดแห่งมานานุสัย เป็นที่สุดแห่งภวราคานุสัย เป็นที่สุดแห่งอวิชชานุสัย เป็นที่สุดแห่งการจับท่อนไม้ การจับศาตรา การทะเลาะ การถือผิด การโต้เถียง การ ด่าว่า การส่อเสียดยุยง และการกล่าวเท็จ

อกุศลธรรมอันลามกเหล่านี้ ย่อมดับไปโดยไม่เหลือ ในเพราะเหตุนั้น

ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ผมรู้ถึงเนื้อความแห่งอุเทศที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้โดยย่อ ไม่ทรงชี้แจงเนื้อความไว้โดยพิสดารนี้ ให้พิสดารได้อย่างนี้

จักขุวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยตาและรูป
เพราะประชุมธรรม ๓ ประการ จึงเกิดผัสสะ
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา
บุคคลเสวยเวทนาอันใด ก็จำเวทนาอันนั้น
บุคคลจำเวทนาอันใด ก็ตรึกถึงเวทนาอันนั้น
บุคคลตรึกถึงเวทนาอันใด...
...ก็เนิ่นช้าอยู่ที่เวทนาอันนั้น
บุคคลเนิ่นช้าอยู่ที่เวทนาอันใด
ส่วนแห่งสัญญาเครื่องเนิ่นช้าก็ครอบงำบุรุษ
เพราะเนิ่นช้าอยู่ที่เวทนานั้นเป็นเหตุ...
ในรูปทั้งหลายที่พึงจะรู้ด้วยตา
เป็นอดีตก็ดี เป็นอนาคต ก็ดี เป็นปัจจุบันก็ดี

โสตวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยหูและเสียง...
เพราะประชุมธรรม ๓ ประการ จึงเกิดผัสสะ
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา
บุคคลเสวยเวทนาอันใด ก็จำเวทนาอันนั้น
บุคคลจำเวทนาอันใด ก็ตรึกถึงเวทนาอันนั้น
บุคคลตรึกถึงเวทนาอันใด...
...ก็เนิ่นช้าอยู่ที่เวทนาอันนั้น
บุคคลเนิ่นช้าอยู่ที่เวทนาอันใด
ส่วนแห่งสัญญาเครื่องเนิ่นช้าก็ครอบงำบุรุษ
เพราะเนิ่นช้าอยู่ที่เวทนานั้นเป็นเหตุ...
ในเสียงทั้งหลายที่พึงจะรู้ด้วยหู
เป็นอดีตก็ดี เป็นอนาคต ก็ดี เป็นปัจจุบันก็ดี

ฆานวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยจมูกและกลิ่น...
เพราะประชุมธรรม ๓ ประการ จึงเกิดผัสสะ
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา
บุคคลเสวยเวทนาอันใด ก็จำเวทนาอันนั้น
บุคคลจำเวทนาอันใด ก็ตรึกถึงเวทนาอันนั้น
บุคคลตรึกถึงเวทนาอันใด...
...ก็เนิ่นช้าอยู่ที่เวทนาอันนั้น
บุคคลเนิ่นช้าอยู่ที่เวทนาอันใด
ส่วนแห่งสัญญาเครื่องเนิ่นช้าก็ครอบงำบุรุษ
เพราะเนิ่นช้าอยู่ที่เวทนานั้นเป็นเหตุ...
ในกลิ่นทั้งหลายที่พึงจะรู้ด้วยจมูก
เป็นอดีตก็ดี เป็นอนาคต ก็ดี เป็นปัจจุบันก็ดี

ชิวหาวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยลิ้นและรส...
เพราะประชุมธรรม ๓ ประการ จึงเกิดผัสสะ
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา
บุคคลเสวยเวทนาอันใด ก็จำเวทนาอันนั้น
บุคคลจำเวทนาอันใด ก็ตรึกถึงเวทนาอันนั้น
บุคคลตรึกถึงเวทนาอันใด...
...ก็เนิ่นช้าอยู่ที่เวทนาอันนั้น
บุคคลเนิ่นช้าอยู่ที่เวทนาอันใด
ส่วนแห่งสัญญาเครื่องเนิ่นช้าก็ครอบงำบุรุษ
เพราะเนิ่นช้าอยู่ที่เวทนานั้นเป็นเหตุ...
ในรสทั้งหลายที่พึงจะรู้ด้วยลิ้น
เป็นอดีตก็ดี เป็นอนาคต ก็ดี เป็นปัจจุบันก็ดี

กายวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยกายและโผฏฐัพพะ...
เพราะประชุมธรรม ๓ ประการ จึงเกิดผัสสะ
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา
บุคคลเสวยเวทนาอันใด ก็จำเวทนาอันนั้น
บุคคลจำเวทนาอันใด ก็ตรึกถึงเวทนาอันนั้น
บุคคลตรึกถึงเวทนาอันใด...
...ก็เนิ่นช้าอยู่ที่เวทนาอันนั้น
บุคคลเนิ่นช้าอยู่ที่เวทนาอันใด
ส่วนแห่งสัญญาเครื่องเนิ่นช้าก็ครอบงำบุรุษ
เพราะเนิ่นช้าอยู่ที่เวทนานั้นเป็นเหตุ...
ในโผฏฐัพพะทั้งหลายที่พึงจะรู้ด้วยกาย
เป็นอดีตก็ดี เป็นอนาคตก็ดี เป็นปัจจุบันก็ดี

มโนวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยใจและธรรมารมณ์
เพราะ ประชุมธรรม ๓ ประการ จึงเกิดผัสสะ
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา
บุคคลเสวยเวทนาอันใด ก็จำเวทนาอันนั้น
บุคคลจำเวทนาอันใด ก็ตรึกถึงเวทนาอันนั้น
บุคคลตรึกถึงเวทนาอันใด...
...ก็เนิ่นช้าอยู่ที่เวทนาอันนั้น
บุคคลเนิ่นช้าอยู่ที่เวทนาอันใด
ส่วนแห่งสัญญาเครื่องเนิ่นช้าก็ครอบงำบุรุษ
เพราะเนิ่นช้าอยู่ที่เวทนานั้นเป็นเหตุ...
ในธรรมารมณ์ทั้งหลายที่จะพึงรู้ได้ด้วยใจ
เป็นอดีตก็ดี เป็นอนาคตก็ดี เป็นปัจจุบันก็ดี

เมื่อตามี รูปมี และจักขุวิญญาณมี...
เขาจักบัญญัติว่า ผัสสะ ข้อนี้มีฐานะที่จะมีได้

เมื่อมีหู เสียงมี และโสตวิญญาณมี...
เขาจักบัญญัติว่า ผัสสะ ข้อนี้มีฐานะที่จะมีได้

เมื่อจมูกมี กลิ่นมี และฆานวิญญาณมี...
เขาจักบัญญัติว่า ผัสสะ ข้อนี้มีฐานะที่จะมีได้

เมื่อลิ้นมี รสมี ชิวหาวิญญาณมี...
เขาจักบัญญัติว่า ผัสสะ ข้อนี้มีฐานะที่จะมีได้

เมื่อกายมี โผฏฐัพพะมี กายวิญญาณมี...
เขาจักบัญญัติว่า ผัสสะ ข้อนี้มีฐานะที่จะมีได้

เมื่อใจมี ธรรมารมณ์มี และมโนวิญญาณมี...
เขาจักบัญญัติว่าผัสสะ ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้

เมื่อการบัญญัติผัสสะมี
เขาจักบัญญัติว่า เวทนา ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้

เมื่อการบัญญัติว่าเวทนามี
เขาจักบัญญัติสัญญา ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้

เมื่อการบัญญัติสัญญามี
เขาจักบัญญัติวิตก ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้

เมื่อการบัญญัติวิตกมี
เขาจักบัญญัติว่า การครอบงำส่วนแห่งสัญญาเครื่องเนิ่นช้า ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้

ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย
เมื่อตาไม่มี รูปไม่มี และจักขุวิญญาณไม่มี...
เขาจักบัญญัติ ว่าผัสสะ ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้

เมื่อหูไม่มี เสียงไม่มี โสตวิญญาณไม่มี...
เขาจักบัญญัติ ว่าผัสสะ ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้

เมื่อจมูกไม่มี กลิ่นไม่มี ฆานวิญญาณไม่มี...
เขาจักบัญญัติ ว่าผัสสะ ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้

เมื่อลิ้นไม่มี รสไม่มี ชิวหาวิญญาณไม่มี...
เขาจักบัญญัติ ว่าผัสสะ ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้

เมื่อกายไม่มี โผฏฐัพพะไม่มี กายวิญญาณไม่มี...
เขาจักบัญญัติ ว่าผัสสะ ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้

เมื่อใจไม่มี ธรรมารมณ์ไม่มี และมโนวิญญาณไม่มี...
เขาจักบัญญัติว่าผัสสะ ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้

เมื่อการบัญญัติผัสสะไม่มี
เขาจักบัญญัติว่าเวทนา ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้

เมื่อการบัญญัติเวทนาไม่มี
เขาจักบัญญัติว่าสัญญา ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้

เมื่อการบัญญัติสัญญาไม่มี
เขาจักบัญญัติว่าวิตก ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้

เมื่อการบัญญัติวิตก ไม่มี
เขาจักบัญญัติว่า การครอบงำส่วนแห่งสัญญาเครื่องเนิ่นช้า ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้

ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอุเทศไว้โดยย่อ แล้วไม่ทรงชี้แจงเนื้อความให้พิสดาร ผมรู้ถึงเนื้อความแห่งอุเทศที่ทรงแสดงไว้โดยย่อนี้ ให้พิสดารได้อย่างนี้

ก็แล เมื่อท่านทั้งหลายปรารถนา ก็พึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค แล้วทูลถามเนื้อความนั้น พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์ประการใด ท่านทั้งหลายพึงทรงจำข้อนั้นไว้โดยประการนั้นเถิด"

ลำดับนั้นแล ภิกษุเหล่านั้นชื่นชมยินดีภาษิตของท่านมหากัจจานะ แล้วลุกจากอาสนะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลเรื่องทั้งหมดแก่พระผู้มีพระถาค

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระมหากัจจานะได้ชี้แจงเนื้อความด้วยอาการเหล่านี้ ด้วยบทเหล่านี้ ด้วยพยัญชนะเหล่านี้แก่พวกข้าพระองค์"

ทรงสรรเสริญพระมหากัจจานะ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระมหากัจจานะเป็นบัณฑิต เป็นผู้มีปัญญามาก

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าแม้พวกเธอจะถามเนื้อความนี้กะเรา แม้เราก็จะพึงพยากรณ์เนื้อความนั้น เหมือนกับที่พระมหากัจจานะพยากรณ์แล้วนั้น นี่แหละเป็นเนื้อความแห่งข้อนั้น เธอทั้งหลายจงจำทรงข้อนั้นไว้เถิด"

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระอานนท์จึงกราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เปรียบเหมือนบุรุษผู้ถูกความหิวความเหนื่อยอ่อนครอบงำ ได้ขนมหวาน แล้วกินในเวลาใด ก็พึงได้รับรสอันอร่อยหวานชื่นชูใจในเวลานั้น ฉันใด

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุนักคิด ชาติบัณฑิต พึงใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรมบรรยายนี้ด้วยปัญญาในเวลาใด ก็พึงได้ความพอใจ และได้ความเลื่อมใสแห่งใจในเวลานั้น ฉันนั้น

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมบรรยายนี้ชื่ออะไร"

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

"ดูกรอานนท์ เหตุดังนั้น เธอจงทรงจำธรรมบรรยายนี้ว่า มธุปิณฑิกปริยาย ดังนี้เถิด"

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ท่านพระอานนท์มีใจชื่นชม ยินดีภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้วแล

 

 

อ้างอิง : มธุปิณฑิกสูตร พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่มที่ ๑๒ ข้อที่ ๒๔๘-๒๕๐ หน้า ๑๕๕-๑๕๙