พุทธธรรมเปลี่ยนโลก

4-27 ทรงแสดงกลหวิวาทสูตร แก่เทวดาพวกโทสจริต



เสาอโศกเมืองโกฏิหะวา (Gotihawa)
สถานที่ประสูติพระพุทธเจ้ากกุสันธะ

พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

“ความทะเลาะ ความวิวาท ความร่ำไร ความเศร้าโศก กับทั้งความตระหนี่ ความถือตัว ความดูหมิ่นผู้อื่น และทั้งคำส่อเสียด เกิดจากอะไร ธรรมเครื่องเศร้าหมองเหล่านั้นเกิดจากอะไร

ขอเชิญพระองค์จงตรัสบอกเนื้อความที่ข้าพระองค์ถามนั้นเถิด”

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

“ความทะเลาะ ความวิวาท ความร่ำไร
ความเศร้าโศก กับทั้งความตระหนี่
ความถือตัว ความดูหมิ่นผู้อื่น
และทั้งคำส่อเสียด เกิดจากของที่รัก

ความทะเลาะ ความวิวาท
ประกอบเข้าแล้วด้วยความตระหนี่
ก็เมื่อความวิวาทเกิดแล้ว คำส่อเสียดย่อมเกิด”

“ความรักในโลกเล่ามีอะไรเป็นเหตุ
แม้อนึ่ง ชนเหล่าใด มีกษัตริย์ เป็นต้น
มีความโลภเที่ยวไปในโลก
ความโลภของชนเหล่านั้น มีอะไรเป็นเหตุ
ความหวังและความสำเร็จของนรชน
ซึ่งมีในสัมปรายภพ มีอะไรเป็นเหตุ”

“ความรักในโลกมีความพอใจเป็นเหตุ
แม้อนึ่ง ชนเหล่าใด มีกษัตริย์ เป็นต้น
มีความโลภเที่ยวไปในโลก
ความโลภของชน มีกษัตริย์ เป็นต้น เหล่านั้น
มีความพอใจเป็นเหตุ
ความหวังและความสำเร็จของนรชน
ซึ่งมีในสัมปรายภพ มีความพอใจนี้เป็นเหตุ”

“ความพอใจในโลกเล่ามีอะไรเป็นเหตุ
แม้การวินิจฉัย คือ ตัณหาและทิฐิก็ดี
ความโกรธ โทษแห่งการกล่าวมุสา
และความสงสัยก็ดี
ที่พระสมณะตรัสแล้ว เกิดจากอะไร”

“บัณฑิตทั้งหลาย กล่าวสุขเวทนา
และทุกขเวทนาใดว่า เป็นความยินดี...
...และความไม่ยินดีในโลก
ความพอใจย่อมเกิดเพราะอาศัยสุขเวทนา...
...และทุกขเวทนานั้น

สัตว์ในโลกเห็นความเสื่อมไป...
...และความเกิดขึ้นในรูปทั้งหลายแล้ว
ย่อมกระทำการวินิจฉัย

ความโกรธ โทษแห่งการกล่าวมุสา
และความสงสัยธรรมแม้เหล่านี้ ก็ย่อมเกิดขึ้นได้
เมื่อความยินดีและความไม่ยินดี
ทั้งสองอย่างนั่นแหละมีอยู่

บุคคลผู้มีความสงัด
พึงศึกษาเพื่อทางแห่งญาณ
ท่านผู้เป็นสมณะรู้แล้ว จึงกล่าวธรรมทั้งหลาย”

“ความยินดีและความไม่ยินดี มีอะไรเป็นเหตุ
เมื่อธรรมอะไรไม่มี ธรรมเหล่านี้จึงไม่มี
ขอพระองค์จงตรัสบอกอรรถ คือ
ทั้งความเสื่อมไปและทั้งความเกิดขึ้น
(แห่งความยินดีและความไม่ยินดี) นี้ว่า
มีสิ่งใดเป็นเหตุ แก่ข้าพระองค์เถิด”

“ความยินดี ความไม่ยินดี มีผัสสะเป็นเหตุ
เมื่อผัสสะไม่มี ธรรมเหล่านี้จึงไม่มี
เราขอบอกอรรถ คือ ทั้งความเสื่อมไป...
และทั้งความเกิดขึ้นนี้ว่า
มีผัสสะนี้เป็นเหตุแก่ท่าน”

“ผัสสะในโลกเล่า มีอะไรเป็นเหตุ
อนึ่ง ความหวงแหนเกิดจากอะไร
เมื่อธรรมอะไรไม่มี
ความถือว่าสิ่งนี้เป็นของเราจึงไม่มี
เมื่อธรรมอะไรไม่มี ผัสสะจึงไม่ถูกต้อง”

“ผัสสะอาศัยนามและรูปจึงเกิดขึ้น
ความหวงแหนมีความปรารถนาเป็นเหตุ
เมื่อความปรารถนาไม่มี...
ความถือว่าสิ่งนี้เป็นของเราจึงไม่มี
เมื่อรูปไม่มี ผัสสะจึงไม่ถูกต้อง”

“เมื่อบุคคลปฏิบัติอย่างไร รูปจึงไม่มี
อนึ่ง สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี อย่างไรจึงไม่มี
ขอพระองค์โปรดตรัสบอก...
อาการที่รูปและสุขทุกข์นี้ไม่มีแก่ข้าพระองค์เถิด
ข้าพระองค์มีใจดำริว่า เราควรรู้ความข้อนั้น”

“บุคคลเป็นผู้ไม่มีสัญญาด้วยสัญญาเป็นปรกติ
เป็นผู้ไม่มีสัญญาด้วยสัญญาอันผิดปรกติ
เป็นผู้ไม่มีสัญญาก็มิใช่
เป็นผู้มีสัญญาว่าไม่มีก็มิใช่
เมื่อบุคคลปฏิบัติแล้วอย่างนี้ รูปจึงไม่มี
เพราะว่า ธรรมเป็นส่วนแห่งความเนิ่นช้า มีสัญญาเป็นเหตุ”

“ข้าพระองค์ได้ถามความข้อใดกะพระองค์ พระองค์ก็ได้ทรงแสดงความข้อนั้นแก่ข้าพระองค์แล้ว ข้าพระองค์ขอถามความข้ออื่นกะพระองค์ ขอเชิญพระองค์ตรัสบอกความข้อนั้นเถิด

ก็สมณพราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิตพวกหนึ่งในโลกนี้ ย่อมกล่าวความบริสุทธิ์ของสัตว์ว่า เป็นยอด ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ...หรือว่า ย่อมกล่าวความบริสุทธิ์อย่างอื่น อันยิ่งไปกว่าอรูปสมาบัตินี้”

“ก็สมณพราหมณ์ผู้มีวาทะว่าเที่ยงพวกหนึ่ง (มีความถือตัวว่า) เป็นบัณฑิตในโลกนี้ ย่อมกล่าวอรูปสมาบัตินี้ว่า เป็นความบริสุทธิ์ของสัตว์  แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้

สมณพราหมณ์ผู้มีวาทะว่าขาดสูญพวกหนึ่ง เป็นผู้มีวาทะว่า ตนเป็นคนฉลาดในอนุปาทิเสสนิพพาน ย่อมโต้เถียงสมณพราหมณ์ผู้มีวาทะว่าเที่ยงเหล่านั้นแหละ

ส่วนท่านผู้เป็นมุนี รู้บุคคลเจ้าทิฐิเหล่านั้นว่า เป็นผู้อาศัยสัสสตทิฐิและอุจเฉททิฐิ ท่านผู้เป็นมุนีนั้นเป็นนักปราชญ์ พิจารณารู้ผู้อาศัยทิฐิทั้งหลายแล้ว รู้ธรรมโดยลักษณะ มีความไม่เที่ยงและเป็นทุกข์ เป็นต้น หลุดพ้นแล้ว ย่อมไม่ทะเลาะวิวาทกับใคร ย่อมไม่มาเพื่อความเกิดบ่อย ๆ”

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบเทศนาด้วยธรรมเป็นยอด คือ พระอรหัต ด้วยประการฉะนี้

 

 

อ้างอิง : กลหวิวาทสูตร พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๒๕ ข้อที่ ๔๑๘ หน้าที่ ๓๗๓-๓๗๖