พุทธธรรมเปลี่ยนโลก

นาลกสูตร - ปฏิปทาอันสูงสุดของมุนี



เมื่อพระโพธิสัตว์ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตรแล้วเจ็ดวัน นาลกดาบสได้เข้ามาเฝ้าและทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า

"พระองค์ได้รู้ตามคำของอสิตฤาษีโดยแท้ เพราะเหตุนั้น ข้าแต่พระโคดม ข้าพระองค์ทูลถามพระองค์ผู้ถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง พระองค์อันข้าพระองค์ทูลถามแล้ว ขอจงตรัสบอกมุนี และปฏิปทาอันสูงสุดของมุนี ของบรรพชิตผู้แสวงหาการเที่ยวไปเพื่อภิกษาแก่ข้าพระองค์เถิด"

พระผู้มีพระภาคตรัสพยากรณ์ว่า

"เราจักบัญญัติปฏิปทาของมุนีที่บุคคลทำได้ยาก ให้เกิดความยินดีได้ยากแก่ท่าน เอาเถิด เราจักบอกปฏิปทาของมุนีนั้นแก่ท่าน"


ปฏิปทาของมุนี

ท่านจงอุปถัมภ์ตน จงเป็นผู้มั่นคงเถิด
พึงกระทำการด่าและการไหว้ในบ้าน...
ให้เสมอกัน
พึงรักษาความประทุษร้ายแห่งใจ
พึงเป็นผู้สงบ...
ไม่มีความเย่อหยิ่งเป็นอารมณ์

อารมณ์ที่สูงต่ำ... มีอุปมาด้วยเปลวไฟในป่า
ย่อมมาสู่ครองจักษุ... เป็นต้น
เหล่านารีย่อมประเล้าประโลมมุนี
...นารีเหล่านั้นอย่าพึงประเล้าประโลมท่าน

มุนีละกามทั้งหลายทั้งที่ดีแล้ว
งดเว้นจากเมถุนธรรม
ไม่ยินดียินร้ายในสัตว์ทั้งหลาย
...ผู้สะดุ้งและมั่นคง

พึงกระทำตนให้เป็นอุปมาว่า...
เราฉันใด สัตว์เหล่านี้ก็ฉันนั้น
สัตว์เหล่านี้ฉันใด เราก็ฉันนั้น...
ดังนี้แล้ว ...ไม่พึงฆ่าเอง
ไม่พึงใช้ผู้อื่นให้ฆ่า  

มุนีละความปรารถนาและความโลภ...
ในปัจจัยที่ปุถุชนข้องอยู่แล้ว
...เป็นผู้มีจักษุ พึงปฏิบัติปฏิปทาของมุนีนี้
พึงข้ามความทะเยอทะยานในปัจจัย...
ซึ่งเป็นเหตุแห่งมิจฉาชีพ
ที่หมายรู้กันว่า...นรก...นี้เสีย

พึงเป็นผู้มีท้องพร่อง (ไม่เห็นแก่ท้อง)
มีอาหารพอประมาณ...
มีความปรารถนาน้อย...ไม่มีความโลภ
...เป็นผู้หายหิว
ไม่มีความปรารถนา...ด้วยความปรารถนา
ดับความเร่าร้อนได้แล้วทุกเมื่อ

มุนีนั้นเที่ยวไปรับบิณฑบาตแล้ว
พึงไปยังชายป่าเ ข้าไปนั่งอยู่ที่โคนต้นไม้
พึงเป็นผู้ขวนขวายในฌาน
เป็นนักปราชญ์... ยินดีแล้วในป่า
พึงทำจิตให้ยินดียิ่ง
เพ่งฌานอยู่ที่โคนต้นไม้
ครั้นเมื่อล่วงราตรีไปแล้ว...พึงเข้าไปสู่บ้าน

ไม่ยินดีโภชนะที่ยังไม่ได้...
และโภชนะที่เขานำไปแต่บ้าน

ไปสู่บ้านแล้ว...
ไม่พึงเที่ยวไปในสกุลโดยรีบร้อน
ตัดถ้อยคำเสียแล้ว...
ไม่พึงกล่าววาจาเกี่ยวด้วยการแสวงหาของกิน

มุนีนั้นคิดว่า...
เราได้สิ่งใด ...สิ่งนี้ยังประโยชน์ให้สำเร็จ
เราไม่ได้ ...ก็เป็นความดี
ดังนี้แล้ว
...เป็นผู้คงที่
เพราะการได้และไม่ได้ทั้งสองอย่าง
...ย่อมก้าวล่วงทุกข์เสียได้  

เปรียบเหมือนบุรุษแสวงหาผลไม้
เข้าไปยังต้นไม้แล้ว
แม้จะได้... แม้ไม่ได้... ก็ไม่ยินดี
ไม่เสียใจ... วางจิตเป็นกลาง... กลับไป ฉะนั้น  

มุนีมีบาตรในมือเที่ยวไปอยู่
ไม่เป็นใบ้ ก็สมมุติว่าเป็นใบ้

ไม่พึงหมิ่นทานว่าน้อย
ไม่พึงดูแคลนบุคคลผู้ให้


ก็ปฏิปทาสูงต่ำพระพุทธสมณะประกาศแล้ว มุนีทั้งหลายย่อมไม่ไปสู่นิพพานถึงสองครั้ง นิพพานนี้ควรถูกต้องครั้งเดียวเท่านั้น หามิได้ ก็ภิกษุผู้ไม่มีตัณหา ตัดกระแสกิเลสได้แล้ว ละกิจน้อยใหญ่ได้เด็ดขาดแล้ว ย่อมไม่มีความเร่าร้อน

เราจักบอกปฏิปทาของมุนีแก่ท่าน

ภิกษุผู้ปฏิบัติปฏิปทาของมุนี...
พึงเป็นผู้มีคมมีดโกนเป็นเครื่องเปรียบ
กดเพดานไว้ด้วยลิ้นแล้ว...
พึงเป็นผู้สำรวมที่ท้อง
มีจิตไม่ย่อหย่อน... และไม่พึงคิดมาก
เป็นผู้ไม่มีกลิ่นดิบ...
...อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยแล้ว
มีพรหมจรรย์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า

พึงศึกษาเพื่อการนั่งผู้เดียว
และเพื่อประกอบภาวนาที่สมณะพึงอบรม

ท่านผู้เดียวแล จักอภิรมย์ความเป็นมุนี...
ที่เราบอกแล้วโดยส่วนเดียว
ทีนั้น... จงประกาศไปตลอดทั้งสิบทิศ

ท่านได้ฟังเสียงสรรเสริญของนักปราชญ์ทั้งหลาย
ผู้เพ่งฌาน ผู้สละกามแล้ว
แต่นั้น พึงกระทำหิริและศรัทธาให้ยิ่งขึ้นไป
...เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เป็นสาวกของเราได้

ด้วยการแสดงแม่น้ำทั้งหลาย...
ทั้งในเหมือง และหนอง...

แม่น้ำห้วยย่อมไหลดังโดยรอบ
แม่น้ำใหญ่ย่อมไหลนิ่ง
สิ่งใดพร่อง สิ่งนั้นย่อมดัง
สิ่งใดเต็ม สิ่งนั้นสงบ

คนพาล ...เปรียบด้วยหม้อน้ำที่มีน้ำครึ่งหนึ่ง
บัณฑิต ...เปรียบเหมือนห้วงน้ำที่เต็ม

สมณะกล่าวถ้อยคำใดมาก
...ที่เข้าถึงประโยชน์ ...ประกอบด้วยประโยชน์
รู้ถ้อยคำนั้นอยู่... ย่อมแสดงธรรม
สมณะผู้นั้นรู้อยู่...ย่อมกล่าวถ้อยคำมาก

สมณะใดรู้อยู่ ...สำรวมตน
สมณะนั้นรู้เหตุที่ไม่นำประโยชน์เกื้อกูล
...และความสุขมาให้แก่สัตว์ทั้งหลาย
...ย่อมไม่กล่าวมาก
สมณะผู้นั้นเป็นมุนี
ย่อมควรซึ่งปฏิปทาของมุนี...
สมณะนั้น...ได้ถึงธรรมเครื่องเป็นมุนีแล้ว

 

 

อ้างอิง : นาลกสูตร  พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๒๕​ ข้อที่ ๓๘๙ หน้า ๓๔๙-๓๕๑