1-01 เหตุให้สำเร็จเป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า

พระอานนท์ผู้มีอินทรีย์อันสำรวมแล้ว ได้ทูลถามพระตถาคตสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “ได้ทราบว่าสัพพัญญูพุทธเจ้ามีอยู่ พระสัพพัญญูพุทธเจ้าเหล่านั้นสำเร็จได้เพราะเหตุไรหรือ พระพุทธเจ้าข้า” ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า “ชนเหล่าใดได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าทุกพระองค์

1-02 ประสูติพระโพธิสัตว์

ก็เมื่อพระโพธิสัตว์อยู่ในดุสิตภพนั้น เทวราชทั้งปวงใน ๖ ชั้น และท้าวมหาพรหมพากันประชุมในจักรวาลเดียว แล้วไปยังภพพระโพธิสัตว์ ทูลว่า “ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ พระองค์บำเพ็ญบารมีทั้ง ๑๐ มา มิได้ปรารถนาเทวสมบัติ พรหมสมบัติ แต่ปรารถนาพระสัพพัญญุตญาณ เพื่อรื้อถอนสัตว์ทั้งหลายออกจากภพ ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์

1-03 พระโพธิสัตว์เจริญวัยและออกผนวช

ตระกูลพระญาติแปดหมื่นตระกูลประชุมกันในมงคลสถานแล้ว พระญาติองค์หนึ่งๆ ได้อนุญาตบุตรคนหนึ่ง ๆ ว่า พระราชกุมารนี้จะเป็นพระพุทธเจ้าหรือเป็นพระราชาก็ตาม พวกเราจักให้บุตรคนละคน ถ้าแม้จักได้เป็นพระพุทธเจ้า จักเป็นผู้อันหมู่ขัตติยสมณะห้อมล้อมเที่ยวไป ถ้าแม้จักเป็นพระราชา จักเป็นผู้อันขัตติยกุมารห้อมล้อม กระทำไว้ในเบื้องหน้าเที่ยวไป

1-05 พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา

ฝ่ายพระโพธิสัตว์ทรงให้ปฏิญญาแก่พระเจ้าพิมพิสารแล้ว เสด็จจาริกไปโดยลำดับ เข้าไปหาอาฬารดาบสกาลามโคตร และอุทกดาบสรามบุตร ทำสมาบัติให้บังเกิดแล้ว ทรงดำริว่า นี้มิใช่ทางเพื่อจะตรัสรู้ จึงยังไม่ทรงพอพระทัยสมาบัติภาวนานั้น ทรงมีพระประสงค์จะเริ่มตั้งมหาปธานความเพียรใหญ่ เพื่อจะทรงแสดงเรี่ยวแรงและความเพียรของพระองค์แก่โลก พร้อมทั้งเทวโลก

1-06 นางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาส

สมัยนั้น ทาริกาชื่อ สุชาดา บังเกิดในเรือนของเสนากุฎุมพี ในตำบลอุรุเวลาเสนานิคม พอเจริญวัยแล้ว ได้กระทำความปรารถนาที่ต้นไทรแห่งหนึ่งว่า ถ้าเราไปยังเรือนสกุลที่มีชาติเสมอกัน ได้บุตรชายในครรภ์แรก เราจักทำพลีกรรม โดยบริจาคทรัพย์แสนหนึ่งแก่ท่านทุกปี ๆ ความปรารถนาอันนั้นของนางก็สำเร็จแล้ว สมัยนั้น ทาริกาชื่อ สุชาดา บังเกิดในเรือนของเสนากุฎุมพี

1-07 คืนตรัสรู้

สมัยนั้น มารผู้มีบาปคิดว่า "สิทธัตถกุมารต้องการจะล่วงพ้นอำนาจของเรา ก็บัดนี้ เราจะไม่ให้สิทธัตถกุมารล่วงพ้นอำนาจของเราไปได้" จึงพาพลมารออกไป เทวบุตรมารต่างนิรมิตอาวุธ พากันจู่โจมพระโพธิสัตว์ พุทธคยา

1-08 สัตตมหาสถาน ๗ | เสวยวิมุตติสุข สัปดาห์ที่ ๑ | รัตนบัลลังก์ ควงไม้โพธิพฤกษ์

โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าแรกตรัสรู้ ประทับอยู่ ณ ควงไม้โพธิพฤกษ์ ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ในอุรุเวลาประเทศ (อุรุเวลาเสนานิคม) ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับนั่งด้วยบัลลังก์เดียว เสวยวิมุตติสุข ณ ควงไม้โพธิพฤกษ์ตลอด ๗ วัน และทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาทเป็นอนุโลม และปฏิโลม ตลอดปฐมยามแห่งราตรี ว่าดังนี้ รัตนบัลลังก์

1-09 สัตตมหาสถาน ๗ | เสวยวิมุตติสุข สัปดาห์ที่ ๒ | อนิมิสเจดีย์

มื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ประทับนั่งด้วยการนั่งขัดสมาธิอันเดียว สัปดาห์ ๑ เทวดาบางพวกเกิดความแคลงใจขึ้นว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่เสด็จลุกขึ้น ธรรมที่ทำความเป็นพระพุทธเจ้า แม้อื่นจะมีอีกละกระมัง

1-10 สัตตมหาสถาน ๗ | เสวยวิมุตติสุข สัปดาห์ที่ ๓ | รัตนจงกรมเจดีย์

ลำดับนั้น เสด็จจงกรม ณ รัตนจงกรมอันยาวยืดไปข้างหน้าและข้างหลังระหว่างพระบัลลังก์กับที่เสด็จประทับยืน (อนิมิสเจดีย์) สัปดาห์ ๑ ผ่านพ้นไป สถานที่นั้นชื่อ รัตนจงกรมเจดีย์ รัตนจงกรม

1-11 สัตตมหาสถาน ๗ | เสวยวิมุตติสุข สัปดาห์ที่ ๔ | รัตนฆรเจดีย์

ต่อจากนั้น เทวดาทั้งหลายนิรมิตเรือนแก้วขึ้นทางด้านทิศประจิม พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จนั่งขัดสมาธิ ณ เรือนแก้วนั้น ทรงพิจารณาอภิธรรมปิฎก คือ สมันตปัฏฐาน ซึ่งมีนัยไม่สิ้นสุดในอภิธรรมปิฎกนี้โดยพิสดาร ให้สัปดาห์ ๑ ผ่านพ้นไป สถานที่นั้นชื่อ รัตนฆรเจดีย์ รัตนฆรเจดีย์

1-12 สัตตมหาสถาน ๗ | เสวยวิมุตติสุข สัปดาห์ที่ ๕ | ต้นไม้อชปาลนิโครธ

ครั้นล่วง ๗ วัน พระผู้มีพระภาคทรงออกจากสมาธินั้น เสด็จจากควงไม้โพธิพฤกษ์ เข้าไปยังต้นไม้อชปาลนิโครธ แล้วประทับนั่งด้วยบัลลังก์เดียว เสวยวิมุตติสุข ณ ควงไม้อชปาลนิโครธตลอด ๗ วัน ครั้งนั้น พราหมณ์หุหุกชาติคนหนึ่งได้ไปในพุทธสำนัก ครั้นถึงแล้ว ได้ทูลปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการทูลปราศรัยพอให้เป็นที่บันเทิง เป็นที่ระลึกถึงกันไปแล้ว

1-13 สัตตมหาสถาน ๗ | เสวยวิมุตติสุข สัปดาห์ที่ ๖ | ต้นไม้มุจจลินท์

ครั้นล่วง ๗ วัน มุจจลินทนาคราชรู้ว่าอากาศปลอดโปร่งปราศจากฝนแล้ว จึงคลายขนดจากพระกายของพระผู้มีพระภาค จำแลงรูปของตนเป็นเพศมาณพ ได้ยืนประคองอัญชลีถวายมนัสการพระผู้มีพระภาค ทางเบื้องพระพักตร์พระผู้มีพระภาค ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้น ว่าดังนี้ สระมุจจลินท์จำลอง พุทธคยา

1-14 สัตตมหาสถาน ๗ | เสวยวิมุตติสุข สัปดาห์ที่ ๗ | ต้นไม้ราชายตนะ

ครั้นล่วง ๗ วัน พระผู้มีพระภาคทรงออกจากสมาธินั้นแล้ว เสด็จจากควงไม้มุจจลินท์ เข้าไปยังต้นไม้ราชายตนะ แล้วประทับนั่งด้วยบัลลังก์เดียว เสวยวิมุตติสุข ณ ควงไม้ราชายตนะ ตลอด ๗ วัน ก็สมัยนั้น พ่อค้าชื่อ ตปุสสะและภัลลิกะ เดินทางไกลจากอุกกลชนบทถึงตำบลนั้น ครั้งนั้น เทพยดาผู้เป็นญาติสายโลหิตของตปุสสะ ภัลลิกะ ๒ พ่อค้า ได้กล่าวคำนี้กะ ๒ พ่อค้านั้นว่า

1-15 ทรงพิจารณาสัตว์โลกเปรียบด้วยดอกบัว

ครั้นล่วง ๗ วัน พระผู้มีพระภาคทรงออกจากสมาธินั้นแล้ว เสด็จจากควงไม้ราชายตนะ เข้าไปยังต้นไม้อชปาลนิโครธ พระองค์ประทับอยู่ ณ ควงไม้อชปาลนิโครธนั้น และเสด็จไปในที่สงัด หลีกเร้นอยู่ ได้มีพระปริวิตกแห่งจิตเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “ธรรมที่เราได้บรรลุแล้วนี้ เป็นคุณอันลึก เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก เป็นธรรมสงบ ประณีต ไม่หยั่งลงสู่ความตรึก ละเอียด

1-16 ระหว่างแม่น้ำคยาและไม้โพธิพฤกษ์ ทรงพบอุปกาชีวก

อาชีวกชื่อ อุปกะ ได้พบพระผู้มีพระภาคเสด็จดำเนินทางไกลระหว่างแม่น้ำคยาและไม้โพธิพฤกษ์ ครั้นแล้ว ได้ทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า "ดูกรอาวุโส อินทรีย์ของท่านผ่องใสยิ่งนัก ผิวพรรณของท่านบริสุทธิ์ผุดผ่อง ดูกรอาวุโส ท่านบวชอุทิศใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน หรือท่านชอบธรรมของใคร" เมื่ออุปกาชีวกกราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระคาถาตอบอุปกาชีวก

1-17 ทรงโปรดปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกโดยลำดับ ถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี เสด็จเข้าไปทางสำนักพระปัญจวัคคีย์ พระปัญจวัคคีย์ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเสด็จมาแต่ไกล แล้วได้นัดหมายกันและกันว่า “ท่านทั้งหลาย พระสมณะโคดมนี้เป็นผู้มักมาก คลายความเพียร เวียนมาเพื่อความเป็นคนมักมาก กำลังเสด็จมา พวกเราไม่พึงอภิวาท ไม่พึงลุกขึ้นต้อนรับพระองค์

1-18 ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ปฐมเทศนา

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะพระปัญจวัคคีย์ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ที่สุดสองอย่างนี้อันบรรพชิตไม่ควรเสพ คือ การประกอบตนให้พัวพันด้วยกามสุขในกามทั้งหลาย เป็นธรรมอันเลว เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะพระปัญจวัคคีย์ว่า

1-19 อนัตตลักขณสูตร พระปัญจวัคคีย์สำเร็จอรหันต์

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะพระปัญจวัคคีย์ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปเป็นอนัตตา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้ารูปนี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว รูปนี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในรูปว่า รูปของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด รูปของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะรูปเป็นอนัตตา ฉะนั้น รูปจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลย่อมไม่ได้ในรูปว่า

1-20 ประกาศพระศาสนา

พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เขตพระนครพาราณสี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า "ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราพ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ แม้พวกเธอก็พ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ ลายละเอียดปฏิมากรรมบนธัมเมกขสถูป

1-21 ทรงโปรดยสกุลบุตรและสหาย

หนึ่งเดือนหลังจากที่พระปัญจวัคคีย์สำเร็จอรหันต์ พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ในคืนหนึ่ง ยสกุลบุตรออกจากบ้านแล้วเดินไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน พระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดงอนุปุพพิกถาแก่ยสกุลบุตร ยสกุลบุตรได้ดวงตาเห็นธรรม ยสสถูป สถานที่โปรดยสกุลบุตร ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน

1-22 ทรงโปรดสหายภัททวัคคีย์

ครั้นพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระนครพาราณสีตามพระพุทธาภิรมย์ แล้วเสด็จจาริกไปโดยมรรคาอันจะไปสู่ตำบลอุรุเวลา ทรงแวะจากทาง แล้วเสด็จเข้าไปยังไพรสณฑ์แห่งหนึ่ง ครั้นถึงไพรสณฑ์นั้นแล้ว ประทับนั่ง ณ โคนไม้ต้นหนึ่ง ก็โดยสมัยนั้นแล สหายภัททวัคคีย์จำนวน ๓๐ คน พร้อมด้วยปชาบดีบำเรอกันอยู่ บริเวณไร่ฝ้าย

1-23 ชฎิล ๑,๐๐๐ คน ออกบวช

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกโดยลำดับ ถึงตำบลอุรุเวลาแล้ว ก็โดยสมัยนั้น ชฎิล ๓ คน คือ อุรุเวลกัสสป ๑ นทีกัสสป ๑ คยากัสสป ๑ อาศัยอยู่ในตำบล บรรดาชฎิล ๓ คนนั้น ชฎิลชื่อ อุรุเวลกัสสป เป็นผู้นำ เป็นผู้ฝึกสอน เป็นผู้เลิศ เป็นหัวหน้า เป็นประธาน ของชฎิล ๕๐๐ คน ชฎิลชื่อ นทีกัสสป เป็นผู้นำ เป็นผู้ฝึกสอน เป็นผู้เลิศ เป็นหัวหน้า เป็นประธานของชฎิล ๓๐๐ คน

1-24 ทรงแสดงอาทิตตปริยายสูตร ภิกษุ ๑,๐๐๐ รูป สำเร็จอรหันต์

ครั้นพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ตำบลอุรุเวลา ตามพระพุทธาภิรมย์แล้ว เสด็จจาริกไปโดยมรรคาอันจะไปสู่ตำบลคยาสีสะ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ๑,๐๐๐ รูป ล้วนเป็นปุราณชฎิล ได้ยินว่า พระองค์ประทับอยู่ที่ตำบลคยาสีสะ ใกล้แม่น้ำคยานั้น พร้อมด้วยภิกษุ ๑,๐๐๐ รูป ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลาย ว่าดังนี้ ครั้นพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ