พุทธธรรมเปลี่ยนโลก

จูฬสุญญตสูตร – สุญญตสมาบัติ



สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ปราสาทของอุบาสิกาวิสาขา มิคารมารดา ในพระวิหารบุพพาราม เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ออกจากสถานที่หลีกเร้นอยู่ในเวลาเย็น แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ ครั้นแล้ว ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พอนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่สักยนิคม ชื่อนครกะ ในสักกชนบท ณ ที่นั้น ข้าพระองค์ได้สดับ ได้รับพระดำรัสนี้ เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคว่า  ดูกรอานนท์ บัดนี้ เราอยู่มากด้วยสุญญตวิหารธรรม

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อนี้ข้าพระองค์ได้สดับดีแล้ว รับมาดีแล้ว ใส่ใจดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้วหรือ”


พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า

ดูกรอานนท์ แน่นอน นั่นเธอสดับดีแล้ว รับมาดีแล้ว ใส่ใจดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว


ดูกรอานนท์ ทั้งเมื่อก่อน และบัดนี้ เราอยู่มากด้วยสุญญตวิหารธรรม

เปรียบเหมือนปราสาทของมิคารมารดาหลังนี้
ว่างเปล่าจากช้าง โค ม้า และลา
ว่างเปล่าจากทองและเงิน
ว่างจากการชุมนุมของสตรีและบุรุษ
 มีไม่ว่างอยู่สิ่งเดียว ก็คือเฉพาะภิกษุสงฆ์เท่านั้น ฉันใด

ดูกรอานนท์ ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันแล...

ไม่ใส่ใจสัญญาว่าบ้าน ไม่ใส่ใจสัญญาว่ามนุษย์
ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะสัญญาว่าป่า

จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น
และนึกน้อมอยู่ในสัญญาว่าป่า

เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า ในสัญญาว่าป่านี้…
ไม่มีความกระวนกระวาย ชนิดที่อาศัยสัญญาว่าบ้าน และชนิดที่อาศัยสัญญาว่ามนุษย์เลย

มีอยู่ก็แต่เพียงความกระวนกระวาย คือ ภาวะเดียวเฉพาะสัญญาว่าป่าเท่านั้น


เธอรู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่าบ้าน สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่ามนุษย์ และรู้ชัดว่า มีไม่ว่างอยู่สิ่งเดียว ก็คือ เฉพาะสัญญาว่าป่าเท่านั้น

ด้วยอาการนี้แหละ เธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้น ด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในสัญญานั้นเลย

และรู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในสัญญานั้น อันยังมีอยู่ ...ว่ามี 

แม้อย่างนี้ ก็เป็นการก้าวลงสู่ความว่างตามความเป็นจริง ไม่เคลื่อนคลาด บริสุทธิ์ ของภิกษุนั้น

ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก

ภิกษุไม่ใส่ใจสัญญาว่ามนุษย์
ไม่ใส่ใจสัญญาว่าป่า
ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะสัญญาว่าแผ่นดิน

จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น
และนึกน้อมอยู่ในสัญญาว่าแผ่นดิน

เปรียบเหมือนหนังโคที่เขาขึงดีแล้วด้วยหลักตั้งร้อย เป็นของปราศจากรอยย่น ฉันใด

ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันแล ไม่ใส่ใจแผ่นดินนี้
ซึ่งจะมีชั้นเชิง มีแม่น้ำลำธาร มีที่เต็มด้วยตอหนาม มีภูเขาและพื้นที่ไม่สม่ำเสมอทั้งหมด

ใส่ใจแต่สิ่งเดียว เฉพาะสัญญาว่าแผ่นดิน
จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น
และนึกน้อมอยู่ในสัญญาว่าแผ่นดิน 

เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า ในสัญญาว่าแผ่นดินนี้…
ไม่มีความกระวนกระวายชนิดที่อาศัยสัญญาว่ามนุษย์ และชนิดที่อาศัยสัญญาว่าป่า

มีอยู่ก็แต่เพียงความกระวนกระวาย คือ ภาวะเดียว เฉพาะสัญญาว่าแผ่นดินเท่านั้น


เธอรู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่ามนุษย์ สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่าป่า และรู้ชัดว่า มีไม่ว่างอยู่สิ่งเดียว ก็คือ เฉพาะสัญญาว่าแผ่นดินเท่านั้น

ด้วยอาการนี้แหละ เธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในสัญญานั้นเลย

และรู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในสัญญานั้น อันยังมีอยู่ ...ว่ามี 

แม้อย่างนี้ ก็เป็นการก้าวลงสู่ความว่างตามความเป็นจริง ไม่เคลื่อนคลาด บริสุทธิ์ของภิกษุนั้น

ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก

ภิกษุไม่ใส่ใจสัญญาว่าป่า
ไม่ใส่ใจสัญญาว่าแผ่นดิน
ใส่ใจแต่สิ่งเดียว เฉพาะอากาสานัญจายตนสัญญา

จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น
และนึกน้อมอยู่ในอากาสานัญจายตนสัญญา

เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า
ในอากาสานัญจายตนสัญญานี้...
ไม่มีความกระวนกระวายชนิดที่อาศัยสัญญาว่าป่า และชนิดที่อาศัยสัญญาว่าแผ่นดิน

มีอยู่ก็แต่เพียงความกระวนกระวาย คือ ภาวะเดียว เฉพาะอากาสานัญจายตนสัญญาเท่านั้น


เธอรู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่าป่า สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่าแผ่นดิน และรู้ชัดว่า มีไม่ว่างอยู่สิ่งเดียว ก็คือ เฉพาะอากาสานัญจายตนสัญญาเท่านั้น

ด้วยอาการนี้แหละ เธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในสัญญานั้นเลย

และรู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในสัญญานั้น อันยังมีอยู่ ...ว่ามี 

แม้อย่างนี้  ก็เป็นการก้าวลงสู่ความว่างตามความเป็นจริง ไม่เคลื่อนคลาด บริสุทธิ์ ของภิกษุนั้น

ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก

ภิกษุไม่ใส่ใจสัญญาว่าแผ่นดิน
ไม่ใส่ใจอากาสานัญจายตนสัญญา
ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะวิญญาณัญจายตนสัญญา

จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น
และนึกน้อมอยู่ในวิญญาณัญจายตนสัญญา

เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า
ในวิญญาณัญจายตนสัญญานั้น...
ไม่มีความกระวนกระวาย ชนิดที่อาศัยสัญญาว่าแผ่นดิน และชนิดที่อาศัยอากาสานัญจายตนสัญญา

มีอยู่ก็แต่เพียงความกระวนกระวาย คือ ภาวะเดียว เฉพาะวิญญาณัญจายตนสัญญาเท่านั้น


เธอรู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่าแผ่นดิน สัญญานี้ว่างจากอากาสานัญจายตนสัญญา และรู้ชัดว่า มีไม่ว่างอยู่สิ่งเดียว ก็คือ เฉพาะวิญญาณัญจายตนสัญญาเท่านั้น

ด้วยอาการนี้แหละ เธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในสัญญานั้นเลย

และรู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในสัญญานั้น อันยังมีอยู่ ...ว่ามี  

แม้อย่างนี้ ก็เป็นการก้าวลงสู่ความว่างตามความเป็นจริง ไม่เคลื่อนคลาด บริสุทธิ์ของภิกษุนั้น

ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก

ภิกษุไม่ใส่ใจอากาสานัญจายตนสัญญา
ไม่ใส่ใจวิญญาณัญจายตนสัญญา
ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะอากิญจัญญายตนสัญญา

จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น
และนึกน้อมอยู่ในอากิญจัญญายตนสัญญา

เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า
ในอากิญจัญญายตนสัญญานี้...
ไม่มีความกระวนกระวาย ชนิดที่อาศัยอากาสานัญจายตนสัญญา และชนิดที่อาศัยวิญญาณัญจายตนสัญญา

มีอยู่ก็แต่เพียงความกระวนกระวาย คือ ภาวะเดียว เฉพาะอากิญจัญญายตนสัญญาเท่านั้น


เธอรู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจากอากาสานัญจายตนสัญญา สัญญานี้ว่างจากวิญญาณัญจายตนสัญญา และรู้ชัดว่า มีไม่ว่างอยู่สิ่งเดียว ก็คือ เฉพาะอากิญจัญญายตนสัญญาเท่านั้น

ด้วยอาการนี้แหละ เธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในสัญญานั้นเลย

และรู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในสัญญานั้น อันยังมีอยู่ ...ว่ามี 

แม้อย่างนี้ ก็เป็นการก้าวลงสู่ความว่างตามความเป็นจริง ไม่เคลื่อนคลาด บริสุทธิ์ของภิกษุนั้น

ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก

ภิกษุไม่ใส่ใจวิญญาณัญจายตนสัญญา
ไม่ใส่ใจอากิญจัญญายตนสัญญา
ใส่ใจแต่สิ่งเดียว...
เฉพาะเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา

จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น
และนึกน้อมอยู่ในเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา

เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า
ในเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญานี้...
ไม่มีความกระวนกระวาย ชนิดที่อาศัยวิญญาณัญจายตนสัญญา และชนิดที่อาศัยอากิญจัญญายตนสัญญา

มีอยู่ก็แต่เพียงความกระวนกระวาย คือ ภาวะเดียวเฉพาะเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญาเท่านั้น


เธอรู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจากวิญญาณัญจายตนสัญญา สัญญานี้ว่างจากอากิญจัญญายตนสัญญา และรู้ชัดว่า มีไม่ว่างอยู่สิ่งเดียว ก็คือ เฉพาะเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญาเท่านั้น

ด้วยอาการนี้แหละ เธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในสัญญานั้นเลย

และรู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในสัญญานั้น อันยังมีอยู่ ...ว่ามี 

แม้อย่างนี้ ก็เป็นการก้าวลงสู่ความว่างตามความเป็นจริง ไม่เคลื่อนคลาด บริสุทธิ์ของภิกษุนั้น

ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก

ภิกษุไม่ใส่ใจอากิญจัญญายตนสัญญา
ไม่ใส่ใจเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา
ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะเจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต

จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น
และนึกน้อมอยู่ในเจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต

เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่าในเจโตสมาธินี้...
ไม่มีความกระวนกระวาย ชนิดที่อาศัยอากิญจัญญายตนสัญญา และชนิดที่อาศัยเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา

มีอยู่แต่เพียงความกระวนกระวาย คือ ความเกิดแห่งอายตนะ ๖  อาศัยกายนี้เอง เพราะชีวิตเป็นปัจจัย


เธอรู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจากอากิญจัญญายตนสัญญา สัญญานี้ว่างจากเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา และรู้ชัดว่า มีไม่ว่างอยู่ก็คือ ความเกิดแห่งอายตนะ ๖ อาศัยกายนี้เอง เพราะชีวิตเป็นปัจจัย

ด้วยอาการนี้แหละ เธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในเจโตสมาธินั้นเลย

และรู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในเจโตสมาธินั้น อันยังมีอยู่ ...ว่ามี

แม้อย่างนี้ ก็เป็นการก้าวลงสู่ความว่างตามความเป็นจริง ไม่เคลื่อนคลาด บริสุทธิ์ของภิกษุนั้น

ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก

ภิกษุไม่ใส่ใจอากิญจัญญาตนสัญญา
ไม่ใส่ใจเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา
ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะเจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต

จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น
และนึกน้อมอยู่ในเจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต

เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า
เจโตสมาธิอันไม่มีนิมิตนี้แล
ยังมีปัจจัยปรุงแต่ง จูงใจได้
ก็สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง จูงใจได้นั้น
ไม่เที่ยงมีความดับไปเป็นธรรมดา

เมื่อเธอรู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้น
…แม้จากกามาสวะ
…แม้จากภวาสวะ
…แม้จากอวิชชาสวะ

เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี

เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่าในญาณนี้...
ไม่มีความกระวนกระวาย ชนิดที่อาศัยกามาสวะ ชนิดที่อาศัยภวาสวะ และชนิดที่อาศัยอวิชชาสวะ

มีอยู่ก็แต่เพียงความกระวนกระวาย คือ ความเกิดแห่งอายตนะ ๖ อาศัยกายนี้เอง เพราะชีวิตเป็นปัจจัย


เธอรู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจากกามาสวะ สัญญานี้ว่างจากภวาสวะ สัญญานี้ว่างจากอวิชชาสวะ และรู้ชัดว่า มีไม่ว่างอยู่ ก็คือความเกิดแห่งอายตนะ ๖ อาศัยกายนี้เอง เพราะชีวิตเป็นปัจจัย

ด้วยอาการนี้แหละ เธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในเจโตสมาธินั้นเลย

และรู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในเจโตสมาธินั้น อันยังมีอยู่ ...ว่ามี

แม้อย่างนี้ ก็เป็นการก้าวลงสู่ความว่างตามความเป็นจริง ไม่เคลื่อนคลาด บริสุทธิ์ของภิกษุนั้น

ดูกรอานนท์ สมณะหรือพราหมณ์ ในอดีตกาล ไม่ว่าพวกใด ๆ ที่บรรลุสุญญตสมาบัติอันบริสุทธิ์ เยี่ยมยอดอยู่ ทั้งหมดนั้นก็ ได้บรรลุสุญญตสมาบัติ อันบริสุทธิ์ เยี่ยมยอดนี้เองอยู่

 สมณะหรือพราหมณ์ ในอนาคตกาล ไม่ว่าพวกใด ๆ ที่จะบรรลุสุญญตสมาบัติอันบริสุทธิ์เยี่ยมยอดอยู่ ทั้งหมดนั้น ก็จักบรรลุสุญญตสมาบัติ อันบริสุทธิ์เยี่ยมยอดนี้เองอยู่

สมณะหรือพราหมณ์ ในบัดนี้ ไม่ว่าพวกใด ๆ ที่บรรลุสุญญตสมาบัติอันบริสุทธิ์เยี่ยมยอดอยู่ ทั้งหมดนั้น ย่อมบรรลุสุญญตสมาบัติ อันบริสุทธิ์เยี่ยมยอดนี้เองอยู่"


"ดูกรอานนท์ เพราะฉะนั้นแล พวกเธอพึงศึกษาไว้อย่างนี้เถิดว่า เราจักบรรลุสุญญตสมาบัติอันบริสุทธิ์เยี่ยมยอดอยู่"

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ท่านพระอานนท์จึงชื่นชมยินดี พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล

 

 

อ้างอิง :  จูฬสุญญตสูตร พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๔ ข้อ ๓๓๓-๒๔๒ หน้า ๑๘๐-๑๘๔