พุทธธรรมเปลี่ยนโลก

วิภังคสูตร - อริยมรรค ๘



พระผู้มีพระภาคตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า

 “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดง จักจำแนกอริยมรรค อันประกอบด้วยองค์ ๘ แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังอริยมรรคนั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว”

ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า


“ดูกรภิกษุทั้งหลาย

ก็อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เป็นไฉน 

คือ สัมมาทิฏฐิ
สัมมาสังกัปปะ
สัมมาวาจา
สัมมากัมมันตะ
สัมมาอาชีวะ
สัมมาวายามะ
สัมมาสติ
สัมมาสมาธิ

ก็สัมมาทิฏฐิเป็นไฉน 

ความรู้ในทุกข์
ในทุกขสมุทัย
ในทุกขนิโรธ
ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา

นี้เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ

ก็สัมมาสังกัปปะเป็นไฉน 

ความดำริในการออกจากกาม
ความดำริในอันไม่พยาบาท
ความดำริในอันไม่เบียดเบียน

นี้เรียกว่า สัมมาสังกัปปะ

ก็สัมมาวาจาเป็นไฉน 

เจตนาเครื่องงดเว้นจากพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ

นี้เรียกว่า สัมมาวาจา

ก็สัมมากัมมันตะเป็นไฉน 

เจตนาเครื่องงดเว้นจากปาณาติบาต อทินนาทาน จากอพรหมจรรย์

นี้เรียกว่า สัมมากัมมันตะ

ก็สัมมาอาชีวะเป็นไฉน 

อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ละการเลี้ยงชีพที่ผิดเสีย สำเร็จชีวิตอยู่ด้วยการเลี้ยงชีพที่ชอบ

นี้เรียกว่า สัมมาอาชีวะ

ก็สัมมาวายามะเป็นไฉน 

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ยังฉันทะให้เกิด
พยายาม ปรารภความเพียร
ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้

เพื่อมิให้อกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิดบังเกิดขึ้น

เพื่อละอกุศลธรรมอันลามกที่บังเกิดขึ้นแล้ว

เพื่อให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดบังเกิดขึ้น

เพื่อความตั้งมั่น ไม่ฟั่นเฟือน เพิ่มพูน ไพบูลย์ เจริญ บริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่บังเกิดขึ้นแล้ว

นี้เรียกว่า สัมมาวายามะ

ก็สัมมาสติเป็นไฉน 

ภิกษุในธรรมวินัยนี้

ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนือง ๆ อยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย

ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาเนือง ๆ อยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย

ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตเนือง ๆ อยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย

ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมเนือง ๆ อยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย

นี้เรียกว่า สัมมาสติ

ก็สัมมาสมาธิเป็นไฉน 

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม

บรรลุปฐมฌาน มีวิตก วิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่

เธอบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่

เธอมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌาน ที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข

เธอบรรลุจตุตถฌาณ ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุข ละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่

นี้เรียกว่า สัมมาสมาธิ"


 

 

 

อ้างอิง : พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๙ ข้อที่ ๓๓-๔๑ หน้า ๘-๙