พุทธธรรมเปลี่ยนโลก

สฬายตนวิภังคสูตร - อุเทสแห่งสฬายตนวิภังค์



สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย”

ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า


 “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสฬายตนวิภังค์แก่เธอทั้งหลาย พวกเธอจงฟังสฬายตนวิภังค์นั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวต่อไป”

ภิกษุเหล่านั้น ทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า

“ชอบแล้ว พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า

“พวกเธอพึงทราบ
อายตนะภายใน ๖
อายตนะภายนอก ๖
หมวดวิญญาณ ๖
หมวดผัสสะ ๖
ความนึกหน่วงของใจ ๑๘
ทางดำเนินของสัตว์ ๓๖

ใน ๓๖ นั้น พวกเธอจงอาศัยทางดำเนินของสัตว์นี้ ละทางดำเนินของสัตว์นี้

และพึงทราบการตั้งสติ ๓ ประการที่พระอริยะเสพ ซึ่งเมื่อเสพ ชื่อว่า เป็นศาสดา ควรเพื่อสั่งสอนหมู่ อันเราเรียกว่า สารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ยอดเยี่ยมกว่าอาจารย์ผู้ฝึกทั้งหลาย

นี้เป็น อุเทสแห่งสฬายตนวิภังค์

อายตนะภายใน ๖

ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า พึงทราบอายตนะภายใน ๖ นั่น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ได้แก่

อายตนะคือ จักษุ
อายตนะคือ โสต
อายตนะคือ ฆานะ
อายตนะคือ ชิวหา
อายตนะคือ กาย
อายตนะคือ มโน

ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า พึงทราบอายตนะภายใน ๖ นั่น เราอาศัยอายตนะดังนี้ กล่าวแล้ว

อายตนะภายนอก ๖

ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า พึงทราบอายตนะภายนอก ๖ นั่น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ได้แก่

อายตนะคือ รูป
อายตนะคือ เสียง
อายตนะคือ กลิ่น
อายตนะคือ รส
อายตนะคือ โผฏฐัพพะ
อายตนะคือ ธรรมารมณ์

ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า พึงทราบอายตนะภายนอก ๖ นั่น เราอาศัยอายตนะดังนี้ กล่าวแล้ว

วิญญาณ ๖

ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า พึงทราบหมวดวิญญาณ ๖ นั่น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ได้แก่

จักษุวิญญาณ
โสตวิญญาณ
ฆานวิญญาณ
ชิวหาวิญญาณ
กายวิญญาณ
มโนวิญญาณ

ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า พึงทราบหมวดวิญญาณ ๖ นั่น เราอาศัยวิญญาณดังนี้ กล่าวแล้ว

ผัสสะ ๖

ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า พึงทราบหมวดผัสสะ ๖ นั่น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ได้แก่

จักษุสัมผัส
โสตสัมผัส
ฆานสัมผัส
ชิวหาสัมผัส
กายสัมผัส
มโนสัมผัส

ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า พึงทราบหมวดผัสสะ ๖ นั่น เราอาศัยสัมผัสดังนี้ กล่าวแล้ว

ความนึกหน่วงของใจ ๑๘

ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า พึงทราบความนึกหน่วงของใจ ๑๘ นั่น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว คือ

เพราะเห็นรูปด้วยจักษุ
ใจย่อมนึกหน่วงรูปเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส
นึกหน่วงรูปเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส
นึกหน่วงรูปเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา

เพราะฟังเสียงด้วยโสต
ใจย่อมนึกหน่วงเสียงเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส
นึกหน่วงเสียงเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส
นึกหน่วงเสียงเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา

เพราะดมกลิ่นด้วยฆานะ
ใจย่อมนึกหน่วงกลิ่นเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส
นึกหน่วงกลิ่นเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส
นึกหน่วงกลิ่นเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา

เพราะลิ้มรสด้วยชิวหา
ใจย่อมนึกหน่วงรสเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส
นึกหน่วงรสเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส
นึกหน่วงรสเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา

เพราะถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย
ใจย่อมนึกหน่วงโผฏฐัพพะเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส นึกหน่วงโผฏฐัพพะเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส นึกหน่วงโผฏฐัพพะเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา

เพราะรู้ธรรมารมณ์ด้วยมโน
ใจย่อมนึกหน่วงธรรมารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส นึกหน่วงธรรมารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส นึกหน่วงธรรมารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา

ฉะนี้เป็นความนึกหน่วงฝ่ายโสมนัส ๖ ฝ่ายโทมนัส ๖ ฝ่ายอุเบกขา ๖

ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า พึงทราบความนึกหน่วงของใจ ๑๘ นั่น เราอาศัยความนึกหน่วงดังนี้ กล่าวแล้ว

ทางดำเนินของสัตว์ ๓๖

ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า พึงทราบทางดำเนินของสัตว์ ๓๖ นั่น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว คือ

โสมนัสอาศัยเรือน ๖
โสมนัสอาศัยเนกขัมมะ ๖
โทมนัสอาศัยเรือน ๖
โทมนัสอาศัยเนกขัมมะ ๖
อุเบกขาอาศัยเรือน ๖
อุเบกขาอาศัยเนกขัมมะ ๖

โสมนัสอาศัยเรือน ๖

ใน ๓๖ ประการนั้น โสมนัสอาศัยเรือน ๖ เป็นไฉน คือ

บุคคลเมื่อเล็งเห็นการได้เฉพาะซึ่ง
รูปที่รู้ได้ด้วยจักษุ 
เสียงที่รู้ได้ด้วยโสต
กลิ่นที่รู้ได้ด้วยฆานะ
รสที่รู้ได้ด้วยชิวหา
โผฏฐัพพะที่รู้ได้ด้วยกาย
ธรรมารมณ์ที่รู้ได้ด้วยมโน
อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ เป็นที่รื่นรมย์แห่งใจ ประกอบด้วยโลกามิส โดยเป็นของอันตนได้เฉพาะ

หรือหวนระลึกถึงรูป
หวนระลึกถึงเสียง
หวนระลึกถึงกลิ่น
หวนระลึกถึงรส
หวนระลึกถึงโผฏฐัพพะ
หวนระลึกถึงธรรมารมณ์
ที่เคยได้เฉพาะในก่อน อันล่วงไปแล้ว ดับไปแล้ว แปรปรวนไปแล้ว

ย่อมเกิดโสมนัสขึ้น โสมนัสเช่นนี้ นี่เราเรียกว่า โสมนัสอาศัยเรือน

เหล่านี้ โสมนัสอาศัยเรือน ๖

โสมนัสอาศัยเนกขัมมะ ๖

ใน ๓๖ ประการนั้น โสมนัสอาศัยเนกขัมมะ ๖ เป็นไฉน คือ

บุคคลเมื่อทราบความไม่เที่ยง ความแปรปรวน ความคลาย และความดับของรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ทั้งหลายนั่นแล

แล้วเห็นด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า

รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์
ในก่อนและในบัดนี้ ทั้งหมดนั้น
ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
ย่อมเกิดโสมนัสขึ้น

โสมนัสเช่นนี้ เราเรียกว่า โสมนัสอาศัยเนกขัมมะ

เหล่านี้ โสมนัสอาศัยเนกขัมมะ ๖  

โทมนัสอาศัยเรือน ๖

ใน ๓๖ ประการนั้น โทมนัสอาศัยเรือน ๖ เป็นไฉน คือ

บุคคลเมื่อเล็งเห็นความไม่ได้เฉพาะซึ่ง
รูปที่รู้ได้ด้วยจักษุ 
เสียงที่รู้ได้ด้วยโสต
กลิ่นที่รู้ได้ด้วยฆานะ
รสที่รู้ได้ด้วยชิวหา
โผฏฐัพพะที่รู้ได้ด้วยกาย
ธรรมารมณ์ที่รู้ได้ด้วยมโน
อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ เป็นที่รื่นรมย์แห่งใจ ประกอบด้วยโลกามิส โดยเป็นของอันตนไม่ได้เฉพาะ

หรือหวนระลึกถึงรูป
หวนระลึกถึงเสียง
หวนระลึกถึงกลิ่น
หวนระลึกถึงรส
หวนระลึกถึงโผฏฐัพพะ
หวนระลึกถึงธรรมารมณ์
ที่ไม่เคยได้เฉพาะในก่อน อันล่วงไปแล้ว ดับไปแล้ว แปรปรวนไปแล้ว

ย่อมเกิดโทมนัส โทมนัสเช่นนี้ นี่เราเรียกว่า โทมนัสอาศัยเรือน

เหล่านี้ โทมนัสอาศัยเรือน ๖

โทมนัสอาศัยเนกขัมมะ ๖

ใน ๓๖ ประการนั้น โทมนัสอาศัยเนกขัมมะ ๖ เป็นไฉน คือ

บุคคลทราบความไม่เที่ยง ความแปรปรวน ความคลาย และความดับของรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ทั้งหลายนั่นแล

แล้วเห็นด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า

รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์
ในก่อนและในบัดนี้ ทั้งหมดนั้น
ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

แล้วย่อมเข้าไปตั้งความปรารถนาในอนุตตรวิโมกข์ เมื่อเข้าไปตั้งความปรารถนาในอนุตตรวิโมกข์ดังนี้ว่า

เมื่อไรตัวเราจึงจักบรรลุอายตนะที่พระอริยะทั้งหลายได้บรรลุอยู่ในบัดนี้เล่า

ย่อมเกิดโทมนัสเพราะความปรารถนาเป็นปัจจัยขึ้น โทมนัสเช่นนี้ เราเรียกว่า โทมนัสอาศัยเนกขัมมะ

เหล่านี้ โทมนัสอาศัยเนกขัมมะ ๖

อุเบกขาอาศัยเรือน ๖

ใน ๓๖ ประการนั้น อุเบกขาอาศัยเรือน ๖ เป็นไฉน คือ

เพราะเห็นรูปด้วยจักษุ
เพราะฟังเสียงด้วยโสต
เพราะดมกลิ่นด้วยฆานะ
เพราะลิ้มรสด้วยชิวหา
เพราะถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย
เพราะรู้ธรรมารมณ์ด้วยมโน

ย่อมเกิดอุเบกขาขึ้นแก่ปุถุชนคนโง่เขลา ยังไม่ชนะกิเลส ยังไม่ชนะวิบาก ไม่เห็นโทษ ไม่ได้สดับ เป็นคนหนาแน่น

อุเบกขาเช่นนี้นั้น
ไม่ล่วงเลยรูปไปได้
ไม่ล่วงเลยเสียงไปได้
ไม่ล่วงเลยกลิ่นไปได้
ไม่ล่วงเลยรสไปได้
ไม่ล่วงเลยโผฏฐัพพะไปได้
ไม่ล่วงเลยธรรมารมณ์ไปได้
เพราะฉะนั้น เราจึงเรียกว่า อุเบกขาอาศัยเรือน

เหล่านี้ อุเบกขาอาศัยเรือน ๖

อุเบกขาอาศัยเนกขัมมะ ๖

ใน ๓๖ ประการนั้น อุเบกขาอาศัยเนกขัมมะ ๖ เป็นไฉน คือ

บุคคลเมื่อทราบความไม่เที่ยง ความแปรปรวน ความคลาย และความดับของรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ทั้งหลายนั่นแล

แล้วเห็นด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริง
อย่างนี้ว่า รูป เสียง กลิ่น รส
โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ ในก่อน
และในบัดนี้ทั้งหมดนั้น ไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

ย่อมเกิดอุเบกขาขึ้น อุเบกขาเช่นนี้นั้น
ไม่ล่วงเลยรูปไปได้
ไม่ล่วงเลยเสียงไปได้

ไม่ล่วงเลยกลิ่นไปได้
ไม่ล่วงเลยรสไปได้
ไม่ล่วงเลยโผฏฐัฐพพะไปได้
ไม่ล่วงเลยธรรมารมณ์ไปได้
เพราะฉะนั้น เราจึงเรียกว่า อุเบกขาอาศัยเนกขัมมะ

เหล่านี้ อุเบกขาอาศัยเนกขัมมะ ๖

ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า พึงทราบทางดำเนินของสัตว์ ๓๖ นั่น เราอาศัยทางดำเนินดังนี้ กล่าวแล้ว

ทางที่จงอาศัย-ที่จงละ

ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ในทางดำเนินของสัตว์ ๓๖ นั้น พวกเธอจงอาศัยทางดำเนินของสัตว์นี้ ละทางดำเนินของสัตว์นี้ นั่นเราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ใน ๓๖ ประการนั้น

พวกเธอจงอาศัย คือ
   อิงโสมนัสอาศัยเนกขัมมะ ๖
แล้วละ คือ
   ล่วงเสียซึ่งโสมนัสอาศัยเรือน ๖ นั้น ๆ
อย่างนี้ ย่อมเป็นอันละโสมนัสนั้น ๆ ได้ เป็นอันล่วงโสมนัสนั้น ๆ ได้ 

พวกเธอจงอาศัย คือ
   อิงโทมนัสอาศัยเนกขัมมะ
แล้วละ คือ
   ล่วงเสียซึ่งโทมนัสอาศัยเรือน ๖ นั้น ๆ
อย่างนี้ ย่อมเป็นอันละโทมนัสนั้น ๆ ได้ เป็นอันล่วงโทมนัสนั้น ๆ ได้

พวกเธอจงอาศัย คือ
   อิงอุเบกขาอาศัยเนกขัมมะ ๖
แล้วละ คือ
   ล่วงเสียซึ่งอุเบกขาอาศัยเรือน ๖ นั้น ๆ
อย่างนี้ ย่อมเป็นอันละอุเบกขานั้น ๆ ได้ เป็นอันล่วงอุเบกขานั้น ๆ ได้

พวกเธอจงอาศัย คือ
   อิงโสมนัสอาศัยเนกขัมมะ ๖
แล้วละ คือ
   ล่วงเสียซึ่งโทมนัสอาศัยเนกขัมมะ ๖ นั้น ๆ
อย่างนี้ ย่อมเป็นอันละโทมนัสนั้น ๆ ได้ เป็นอันล่วงโทมนัสนั้น ๆ ได้

พวกเธอจงอาศัย คือ
   อิงอุเบกขาอาศัยเนกขัมมะ ๖
แล้วละ คือ
   ล่วงเสียซึ่งโสมนัสอาศัยเนกขัมมะ ๖ นั้น ๆ
อย่างนี้ ย่อมเป็นอันละโสมนัสนั้น ๆได้ เป็นอันล่วงโสมนัสนั้น ๆ ได้

อุเบกขา ๒ อย่าง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย

อุเบกขาที่มีความเป็นต่าง ๆ อาศัยอารมณ์ต่าง ๆ ก็มี

อุเบกขาที่มีความเป็นหนึ่ง อาศัยอารมณ์เป็นหนึ่งก็มี

ก็อุเบกขาที่มีความเป็นต่าง ๆ อาศัยอารมณ์ต่าง ๆ เป็นไฉน

คือ อุเบกขาที่มีในรูป
ในเสียง
ในกลิ่น
ในรส
ในโผฏฐัพพะ

นี้ อุเบกขาที่มีความเป็นต่าง ๆ อาศัยอารมณ์ต่าง ๆ

ก็อุเบกขาที่มีความเป็นหนึ่ง อาศัยอารมณ์เป็นหนึ่ง เป็นไฉน คือ

อุเบกขาที่มีอาศัยอากาสานัญจายตนะ
อาศัยวิญญาณัญจายตนะ
อาศัยอากิญจัญญายตนะ
อาศัยเนวสัญญานาสัญญายตนะ

นี้ อุเบกขาที่มีความเป็นหนึ่ง อาศัยอารมณ์เป็นหนึ่ง

อุเบกขาที่จงอาศัย-ที่จงละ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย

ในอุเบกขา ๒ อย่าง

พวกเธอจงอาศัย คือ
   อิงอุเบกขาที่มีความเป็นหนึ่งอาศัยอารมณ์เป็นหนึ่งนั้น

แล้วละ คือ
   ล่วงเสียซึ่งอุเบกขาที่มีความเป็นต่าง ๆ อาศัยอารมณ์ต่าง ๆ นั้น

อย่างนี้ ย่อมเป็นอันละอุเบกขานี้ได้ เป็นอันล่วงอุเบกขานี้ได้


ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงอาศัย คือ อิงความเป็นผู้ไม่มีตัณหา แล้วละ คือ ล่วงเสียซึ่งอุเบกขาที่มีความเป็นหนึ่ง อาศัยอารมณ์เป็นหนึ่งนั้น อย่างนี้ ย่อมเป็นอันละอุเบกขานี้ได้ เป็นอันล่วงอุเบกขานี้ได้

ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ในทางดำเนินของสัตว์ ๓๖ นั้น พวกเธอจงอาศัยทางดำเนินของสัตว์นี้ ละทางดำเนินของสัตว์นี้ นั่นเราอาศัยการละ การล่วง ดังนี้กล่าวแล้ว

สติ ๓ ประการที่พระอริยะเสพ

ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า พึงทราบการตั้งสติ ๓ ประการที่พระอริยะเสพ ซึ่งเมื่อเสพชื่อว่า เป็นศาสดาควรเพื่อสั่งสอนหมู่ นั่น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ศาสดาเป็นผู้อนุเคราะห์ แสวงประโยชน์เกื้อกูล อาศัยความเอ็นดู แสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลายว่า

นี่เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่พวกเธอ
นี่เพื่อความสุขแก่พวกเธอ

เหล่าสาวกของศาสดานั้น ย่อมไม่ฟังด้วยดี ไม่เงี่ยโสตสดับ ไม่ตั้งจิตรับรู้ และประพฤติหลีกเลี่ยงคำสอนของศาสดา

ในข้อนั้น ตถาคตไม่เป็นผู้ชื่นชม
ไม่เสวยความชื่นชม
และไม่ระคายเคือง ย่อมมีสติสัมปชัญญะอยู่

นี้เราเรียกว่า การตั้งสติประการที่ ๑ ที่พระอริยะเสพ ซึ่งเมื่อเสพชื่อว่า เป็นศาสดาควรเพื่อสั่งสอนหมู่

ประการอื่นยังมีอีก

เหล่าสาวกของศาสดาบางพวกย่อมไม่ฟังด้วยดี ไม่เงี่ยโสตสดับ ไม่ตั้งจิตรับรู้ และประพฤติหลีกเลี่ยงคำสอนของศาสดา

บางพวกย่อมฟังด้วยดี เงี่ยโสตสดับ ตั้งจิตรับรู้ ไม่ประพฤติหลีกเลี่ยงคำสอนของศาสดา

ในข้อนั้น ตถาคตไม่เป็นผู้ชื่นชม
ไม่เสวยความชื่นชม
ทั้งไม่เป็นผู้ไม่ชื่นชม ไม่เสวยความไม่ชื่นชม

เว้นทั้งความชื่นชมและความไม่ชื่นชมทั้งสองอย่างนั้น แล้วเป็นผู้วางเฉย ย่อมมีสติสัมปชัญญะอยู่

นี้เราเรียกว่า การตั้งสติประการที่ ๒ ที่พระอริยะเสพ ซึ่งเมื่อเสพชื่อว่า เป็นศาสดาควรเพื่อสั่งสอนหมู่

ประการอื่นยังมีอีก

เหล่าสาวกของศาสดานั้นย่อมฟังด้วยดี เงี่ยโสตสดับ ตั้งจิตรับรู้ ไม่ประพฤติหลีกเลี่ยงคำสอนของศาสดา

ในข้อนั้น
ตถาคตเป็นผู้ชื่นชม เสวยความชื่นชม

และไม่ระคายเคือง ย่อมมีสติสัมปชัญญะอยู่

นี้เราเรียกว่า การตั้งสติประการที่ ๓ ที่พระอริยะเสพ ซึ่งเมื่อเสพชื่อว่า เป็นศาสดาควรเพื่อสั่งสอนหมู่

ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า และพึงทราบการตั้งสติ ๓ ประการ ที่พระอริยะเสพ ซึ่งเมื่อเสพชื่อว่าเป็นศาสดาควรเพื่อสั่งสอนหมู่ นั่นเราอาศัยเหตุนี้ กล่าวแล้ว

สารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก

ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ศาสดานั้นเราเรียกว่า สารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ยอดเยี่ยมกว่าอาจารย์ผู้ฝึกทั้งหลาย นั่นเราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ช้างที่ควรฝึก ม้าที่ควรฝึก โคที่ควรฝึก อันอาจารย์ฝึกขับให้วิ่ง ย่อมวิ่งไปได้ทิศเดียวเหมือนกัน คือ ทิศตะวันออก หรือทิศตะวันตก หรือทิศเหนือ หรือทิศใต้

แต่บุรุษที่ควรฝึก อันตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธสอนให้วิ่ง ย่อมวิ่งไปได้ทั่วทั้ง ๘ ทิศ คือ

วิโมกข์ ๘

ผู้ที่มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลายได้ นี้ทิศที่ ๑

ผู้ที่มีสัญญาในอรูปภายใน ย่อมเห็นรูปทั้งหลายภายนอกได้ นี้ทิศที่ ๒

ย่อมเป็นผู้น้อมใจว่างามทั้งนั้น นี้ทิศที่ ๓

ย่อมเข้าอากาสานัญจายตนะอยู่ ด้วยใส่ใจว่า อากาศหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงรูปสัญญา ดับปฏิฆสัญญา ไม่ใส่ใจนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง นี้ทิศที่ ๔

ย่อมเข้าวิญญาณัญจายตนะอยู่ ด้วยใส่ใจว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง นี้ทิศที่ ๕

ย่อมเข้าอากิญจัญญายตนะอยู่ ด้วยใส่ใจว่า ไม่มีสักน้อยหนึ่ง เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง นี้ทิศที่ ๖

ย่อมเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนะอยู่ เพราะล่วงอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง นี้ทิศที่ ๗

ย่อมเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนะโดยประการทั้งปวง นี้ทิศที่ ๘

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษที่ควรฝึก อันตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธสอนให้วิ่ง ย่อมวิ่งไปได้ทั่วทั้ง ๘ ทิศ ดังนี้

ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ศาสดานั้นเราเรียกว่า สารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ยอดเยี่ยมกว่าอาจารย์ผู้ฝึกทั้งหลาย  นั่นเราอาศัยเหตุดังนี้ กล่าวแล้ว

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นต่างชื่นชม ยินดี พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล


 

 

 

อ้างอิง : สฬายตนวิภังคสูตร พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๔ ข้อที่ ๖๑๗-๖๓๗ หน้า ๓๐๑-๓๐๙