พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา

1-05 พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา


ฝ่ายพระโพธิสัตว์ทรงให้ปฏิญญาแก่พระเจ้าพิมพิสารแล้ว เสด็จจาริกไปโดยลำดับ เข้าไปหาอาฬารดาบสกาลามโคตร และอุทกดาบสรามบุตร ทำสมาบัติให้บังเกิดแล้ว ทรงดำริว่า

"นี้มิใช่ทางเพื่อจะตรัสรู้"

จึงยังไม่ทรงพอพระทัยสมาบัติภาวนานั้น ทรงมีพระประสงค์จะเริ่มตั้งมหาปธานความเพียรใหญ่



พระพุทธรูปในถ้ำบนเทือกเขาดงคสิริ

เพื่อจะทรงแสดงเรี่ยวแรงและความเพียรของพระองค์แก่โลก พร้อมทั้งเทวโลก จึงเสด็จไปยังตำบลอุรุเวลา ทรงพระดำรัสว่า

"ภูมิภาคนี้น่ารื่นรมย์หนอ"

จึงเสด็จเข้าอยู่ ณ ตำบลอุรุเวลานั้น ทรงเริ่มตั้งมหาปธานความเพียรใหญ่



ทัศนียภาพบริเวณเทือกเขาดงคสิริ

บรรพชิต ๕ รูป มีโกณฑัญญะเป็นประธาน พากันเที่ยวภิกขาจารไปในคาม นิคม และราชธานี ได้ถึงทันพระโพธิสัตว์ ณ ตำบลอุรุเวลา ลำดับนั้น บรรพชิตทั้ง ๕ รูปนั้น อุปัฏฐากพระโพธิสัตว์ผู้เริ่มตั้งมหาปธานความเพียรตลอด ๖ พรรษา ด้วยวัตรปฏิบัติ มีการกวาดบริเวณ เป็นต้น ด้วยหวังใจว่า จักเป็นพระพุทธเจ้าในบัดนี้ และได้เป็นผู้อยู่ในสำนักของพระโพธิสัตว์นั้น



เทือกเขาดงคสิริ

ฝ่ายพระโพธิสัตว์ทรงพระดำริว่าจักกระทำทุกรกิริยาให้ถึงที่สุด จึงทรงยับยั้งอยู่ด้วยข้าวสารเพียงเมล็ดงาหนึ่ง เป็นต้น ได้ทรงกระทำการตัดอาหารเสียโดยประการทั้งปวง ฝ่ายเทวดาก็นำเอาโอชะใส่เข้าไปทางขุมพระโลมาทั้งหลาย

ครั้นเมื่อพระโพธิสัตว์มีพระวรกายอันถึงความอ่อนเปลี้ยอย่างยิ่ง เพราะความเป็นผู้ที่ไม่มีพระกระยาหารนั้น พระวรกายอันมีฉวีวรรณดุจทองได้มีพระฉวีวรรณดำไป พระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ ก็ได้ถูกปกปิดไม่ปรากฏ ในกาลบางคราว เมื่อทรงเพ่งฌานอันไม่มีลมปราณ ถูกเวทนาใหญ่หลวงครอบงำ ทรงวิสัญญีสลบล้มลงในที่สุดที่จงกรม



ลำดับนั้น เทวดาบางพวกกล่าวถึงพระโพธิสัตว์นั้นว่า "พระสมณโคดมกระทำกาลกิริยาแล้ว" เทวดาบางพวกกล่าวว่า "นี้เป็นธรรมเครื่องอยู่ของพระอรหันต์ทีเดียว" บรรดาเทวดาเหล่านั้น เหล่าเทวดาผู้พูดว่า พระสมณโคดมได้กระทำกาลกิริยาแล้วนั้น พากันไปกราบทูลแก่พระเจ้าสุทโธทนะมหาราชว่า พระราชโอรสของพระองค์สวรรคตแล้ว พระเจ้าสุทโธทนะมหาราชตรัสว่า "บุตรของเรายังไม่เป็นพระพุทธเจ้า จะยังไม่ตาย"

เทวดาเหล่านั้นกราบทูลว่า "พระโอรสของพระองค์ไม่อาจเป็นพระพุทธเจ้า ทรงล้มลงที่พื้นสำหรับบำเพ็ญเพียร สวรรคตแล้ว"

พระราชาทรงสดับคำนี้ จึงตรัสห้ามว่า "เราไม่เชื่อ ชื่อว่าบุตรของเรายังไม่บรรลุโพธิญาณแล้ว ย่อมไม่กระทำกาลกิริยา"

เทวดาถามว่า "ก็เพราะเหตุไร พระราชาจึงไม่ทรงเชื่อ"

พระเจ้าสุทโธทนะตอบว่า "เพราะพระองค์ได้ทรงเห็นปาฏิหาริย์ทั้งหลายในวันที่ให้ไหว้พระกาฬเทวิลดาบสและที่ควงไม้หว้า"



พระโพธิสัตว์ทรงกลับได้สัญญา ลุกขึ้นได้อีก เมื่อพระมหาบุรุษลุกขึ้นแล้ว เทวดาเหล่านั้นมากราบทูลแก่พระราชาว่า "ข้าแต่มหาราช พระราชโอรสของพระองค์ไม่มีพระโรคแล้ว"

พระราชาตรัสว่า "เราย่อมรู้ว่าบุตรของเราไม่ตาย"

เมื่อพระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาอยู่ ๖ พรรษา กาลเวลาได้เป็นเหมือนขอดปมในอากาศ พระโพธิสัตว์ทรงพระดำริว่า "ชื่อว่าการทำทุกรกิริยานี้ ไม่ใช่ทางบรรลุ" จึงเสด็จเที่ยวไปบิณฑบาตในคามและนิคมทั้งหลาย เพื่อต้องการอาหารหยาบ แล้วนำอาหารมา ครั้งนั้น มหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการของพระโพธิสัตว์นั้นได้กลับเป็นปกติ พระกายได้มีพระฉวีวรรณดุจทองคำ



บริเวณประตูทางเข้าถ้ำ

พระภิกษุปัญจวัคคีย์พากันคิดว่า "พระมหาบุรุษนี้แม้กระทำทุกรกิริยาถึง ๖ ปี ก็ไม่สามารถแทงตลอดพระสัพพัญญุตญาณได้ บัดนี้ เที่ยวบิณฑบาตไปในบ้านเป็นต้น นำอาหารหยาบมา จักสามารถได้อย่างไร พระมหาบุรุษนี้กลายเป็นผู้มักมาก คลายความเพียร ชื่อว่าการถึงคุณวิเศษจากสำนักของพระมหาบุรุษนี้แห่งพวกเรา ก็เหมือนคนผู้จะสรงสนานศีรษะ คิดคาดคะเนเอาหยาดน้ำค้าง ฉะนั้น พวกเราจะประโยชน์อะไรด้วยพระมหาบุรุษนี้"

จึงพากันละพระมหาบุรุษ ถือเอาบาตรและจีวรของตน ๆ เดินทางไปประมาณ ๑๘ โยชน์ เข้าไปยังป่าอิสิปตนะ