แม่น้ำหิรัญวดี ระหว่างเมืองปาวาและกุสินารา
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกท่านพระอานนท์มารับสั่งว่า
“ดูกรอานนท์ บางทีใคร ๆ จะทำความร้อนใจให้เกิดแก่นายจุนทกัมมารบุตรว่า
ดูกรนายจุนทะ มิใช่ลาภของท่าน ท่านได้ไม่ดีแล้ว ที่พระตถาคตเสวยบิณฑบาตของท่านเป็นครั้งสุดท้าย เสด็จปรินิพพานแล้ว ดังนี้
เธอพึงช่วยบรรเทาความร้อนใจของนายจุนทกัมมารบุตรเสียอย่างนี้ว่า
ดูกรนายจุนทะ เป็นลาภของท่าน ท่านได้ดีแล้ว ที่พระตถาคตเสวยบิณฑบาตของท่านเป็นครั้งสุดท้าย เสด็จปรินิพพานแล้ว เรื่องนี้เราได้ฟังมา ได้รับมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคว่า บิณฑบาตสองคราวนี้ มีผลเสมอ ๆ กัน มีวิบากเสมอ ๆ กัน มีผลใหญ่กว่า มีอานิสงส์ใหญ่กว่าบิณฑบาตอื่น ๆ ยิ่งนัก
บิณฑบาตสองคราวเป็นไฉน คือ
ตถาคตเสวยบิณฑบาตใดแล้ว ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ อย่างหนึ่ง
ตถาคตเสวยบิณฑบาตใดแล้ว เสด็จปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพานธาตุ อย่างหนึ่ง
บิณฑบาตสองคราวนี้ มีผลเสมอ ๆ กัน มีวิบากเสมอ ๆ กัน มีผลใหญ่กว่า มีอานิสงส์ใหญ่กว่าบิณฑบาตอื่น ๆ ยิ่งนัก
กรรมที่นายจุนทกัมมารบุตรก่อสร้างแล้ว เป็นไปเพื่ออายุ... เป็นไปเพื่อวรรณะ... เป็นไปเพื่อความสุข ... เป็นไปเพื่อยศ เป็นไปเพื่อสวรรค์... เป็นไปเพื่อความเป็นใหญ่ยิ่ง
ดูกรอานนท์ เธอพึงช่วยบรรเทาความร้อนใจของนายจุนทกัมมารบุตร เสียด้วยประการฉะนี้”
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบความนั้นแล้ว ทรงเปล่งพระอุทานนี้ ในเวลานั้นว่า
“บุญย่อมเจริญแก่ผู้ให้
เวรย่อมไม่ก่อแก่ผู้สำรวมอยู่
คนฉลาดเทียว ย่อมละกรรมอันลามก
เขาดับแล้วเพราะราคะ โทสะ โมหะ สิ้นไป”
อ้างอิง : มหาปรินิพพานสูตร พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๐ ข้อที่ ๑๒๖-๑๒๗ หน้า ๑๑๐-๑๑๑