พุทธธรรมเปลี่ยนโลก

4-13 ผันทนชาดก - การผูกเวรของหมีและไม้ตะคร้อ



เจดีย์โบราณบริเวณพุทธคยา

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ ณ กรุงพาราณสี ได้มีบ้านช่างไม้อยู่ภายนอกพระนคร ในบ้านนั้นมีพราหมณ์ช่างไม้ผู้หนึ่ง หาไม้มาจากป่า ทำรถเลี้ยงชีวิต ครั้งนั้น ในหิมวันตประเทศ มีต้นตะคร้อใหญ่ มีหมีตัวหนึ่งเที่ยวหากิน แล้วมานอนที่โคนไม้ตะคร้อนั้น ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง เมื่อลมระดมพัด กิ่งแห้งกิ่งหนึ่งของต้นตะคร้อหักตกถูกคอหมีนั้น มันสะดุ้งตกใจ ลุกขึ้นวิ่งไป หวนกลับมาใหม่ มองดูทางที่วิ่งมา ไม่เห็นอะไร คิดว่า

“สีหะหรือพยัคฆ์อื่น ๆ ที่จะติดตามมามิได้มีเลย ก็แต่เทพยดาที่เกิด ณ ต้นไม้นี้ ชะรอยจะไม่ทนดูเราผู้นอน ณ ที่นี้ เอาเถิด คงได้รู้กัน”

มันผูกใจโกรธ ทุบฉีกต้นไม้ ตะคอกรุกขเทวดาว่า

“ข้าไม่ได้กินใบต้นไม้ของเจ้าเลยทีเดียว ข้าไม่ได้หักกิ่ง ทีมฤค (สัตว์ป่าเช่น กวาง เก้ง เป็นต้น) อื่น ๆ พากันนอนที่ตรงนี้เจ้าทนได้ ทีข้าละก็เจ้าทนไม่ได้ โทษอะไรของข้าเล่า รอสักสองสามวันต่อไปเถิด ข้าจักให้เขาขุดต้นไม้ของเจ้าเสียทั้งรากทั้งโคน แล้วให้ตัดเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่จงได้”

หมีเที่ยวสอดส่องหาบุรุษผู้หนึ่งเรื่อยไป ครั้งนั้น พราหมณ์ช่างไม้ผู้หนึ่ง พามนุษย์ ๒-๓ คน ไปถึงป่านั้นโดยยานน้อย เพื่อต้องการไม้ทำรถ จอดยานน้อยไว้ ณ ที่แห่งหนึ่ง ถือพร้าและขวาน เลือกเฟ้นต้นไม้ ได้เดินไปจนใกล้ไม้ตะคร้อ หมีพบเข้าแล้วคิดว่า

“วันนี้ น่าที่เราจะได้เห็นหลังปัจจามิตร”

แล้วได้มายืนอยู่ที่โคนต้น ฝ่ายนายช่างไม้เล่า มองดูทางโน้นทางนี้ ผ่านไปใกล้ต้นตะคร้อ หมีนั้นคิดว่า

“เราต้องบอกเขาทันทีที่เขายังไม่ผ่านไป”

ดังนี้แล้ว จึงกล่าวว่า

“ท่านเป็นบุรุษถือขวานมาสู่ป่า ยืนอยู่

ดูกรสหาย เราถามท่าน ท่านจงบอกแก่เรา ท่านต้องการจะตัดไม้หรือ”

เขาฟังคำของมัน แล้วคิดว่า

“ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์จริง มฤคพูดภาษามนุษย์ เราไม่เคยพบมาก่อนจากนี้เลย เจ้านี่คงจะรู้จักไม้ที่เหมาะแก่การทำรถ ต้องถามมันดูก่อน”

แล้วจึงกล่าวว่า

“เจ้าเป็นหมี เที่ยวอยู่ทั่วไปทั้งที่ทึบและที่โปร่ง

ดูกรสหาย เราถามเจ้า ขอเจ้าจงบอกแก่เรา ไม้อะไรที่จะทำเป็นกงรถได้มั่นคงดี”

หมีได้ฟังดังนั้น คิดว่า

“บัดนี้ มโนรถของข้าจักถึงที่สุด”

ดังนี้แล้ว จึงกล่าวว่า

“ไม้รังก็ไม่มั่นคง ไม้ตะเคียนก็ไม่มั่นคง ไม้หูกวางจะมั่นคงที่ไหนเล่า แต่ว่าต้นไม้ชื่อว่าต้นตะคร้อนั่นแหละ ทำเป็นกงรถมั่นคงดีนัก”

เขาฟังคำของมันนั้นแล้ว เกิดโสมนัสว่า

“วันนี้เป็นวันดีจริงเทียวละ ที่เราเข้าป่า สัตว์ดิรัจฉานบอกไม้อันเหมาะที่จะกระทำรถแก่เรา โอ! ดีนัก”

เขาจึงถามว่า

“ต้นตะคร้อนั้น ใบเป็นอย่างไร ลำต้นเป็นอย่างไร

ดูกรสหาย เราถามเจ้า ขอเจ้าจงบอกแก่เรา เราจะรู้จักไม้ตะคร้อได้อย่างไร”

หมีนั้นตอบว่า

“กิ่งทั้งหลายแห่งต้นไม้ใดย่อมห้อยลง ย่อมน้อมลง แต่ไม่หัก ต้นไม้นั้นชื่อว่า ต้นตะคร้อ

ที่เรายืนอยู่ใกล้โคนต้นนี่ ต้นไม้นี้แหละชื่อว่า ต้นตะคร้อ เป็นต้นไม้ควรแก่การงานของท่านทุกอย่าง คือ ควรแก่กำ ล้อ ดุม งอน และกงรถ”

ครั้นหมีบอกอย่างนั้นแล้ว ก็ดีใจ แล้วเดินหลีกไป ช่างไม้เล่า ก็เตรียมการที่จะตัดต้นไม้ รุกขเทวดาคิดว่า

“อะไร ๆ เราก็มิได้ให้ตกใส่บนตัวหมีนั้น มันผูกอาฆาตในสิ่งไม่ใช่เหตุเลย กำลังจะทำลายวิมานของเราเสีย และตัวเราก็จักพลอยย่อยยับไปด้วย ต้องล้างผลาญไอ้หมีตัวนี้ ด้วยอุบายอย่างหนึ่งให้ได้”

รุกขเทวดานั้น ได้จำแลงเป็นคนทำงานในป่า แล้วเข้ามาหาช่างไม้นั้น ถามว่า

“บุรุษผู้เจริญ ท่านได้ต้นไม้ที่เหมาะใจแล้ว ท่านจักตัดต้นไม้นี้ไปทำอะไร”

“จักกระทำกงรถด้วยต้นไม้นี้ จักเป็นตัวรถก็ได้”

“ใครบอกท่าน”

“หมีตัวหนึ่งบอก”

“ดีละ ดีแล้ว ที่หมีนั้นบอก รถจักงามด้วยไม้นี้ แต่เมื่อท่านลอกหนังคอหมีประมาณ ๔ นิ้ว แล้วเอาหนังนั้นหุ้มกงรถ ดุจหุ้มด้วยแผ่นเหล็ก กงรถก็จะแข็งแรง และท่านจักได้ทรัพย์มาก”

“ข้าพเจ้าจักได้หนังหมี มาจากไหนเล่า”

“ท่านเป็นคนโง่ ต้นไม้นี้ ตั้งต้นอยู่ในป่าไม่หนีหายไปดอกนะ ท่านจงไปสู่ที่อยู่ไอ้หมีตัวที่มันบอกต้นไม้นั้น หลอกมันว่า นายเอ๋ย ข้าพเจ้าจะตัดต้นไม้ที่ท่านชี้ให้ตรงไหนเล่า พามันมา ขณะที่มันหมดระแวง กำลังยื่นจงอยปากบอกอยู่ว่า ตัดตรงนี้และตรงนั้น ท่านจงฟันเสียด้วยขวานใหญ่อันคมให้ถึงสิ้นชีวิต ถลกหนังกินเนื้อที่ดี ๆ แล้วค่อยตัดต้นไม้”

เป็นอันรุกขเทวดาจองเวรสำเร็จ

พระศาสดาเมื่อจะประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า

“เทวดาผู้สิงอยู่ที่ต้นตะคร้อได้กล่าว ดังนี้ว่า ดูกรภารทวาชะ แม้ถ้อยคำของเรามีอยู่ เชิญท่านฟังถ้อยคำของเราบ้าง ท่านจงลอกหนังประมาณ ๔ นิ้ว จากคอแห่งหมีตัวนี้ แล้วจงเอาหนังหุ้มกงรถ เมื่อทำได้อย่างนั้น กงรถของท่านก็จะพึงเป็นของมั่นคง

เทวดาผู้สิงอยู่ต้นตะคร้อ จองเวรได้สำเร็จ นำความทุกข์มาให้แก่หมีทั้งหลายที่เกิดแล้ว และยังไม่เกิด ด้วยประการฉะนี้

ไม้ตะคร้อฆ่าหมี และหมีก็ฆ่าไม้ตะคร้อ ต่างก็ฆ่ากันและกันด้วยการวิวาทกัน ด้วยประการฉะนี้

ในหมู่มนุษย์ ความวิวาทเกิดขึ้น ณ ที่ใด มนุษย์ทั้งหลายในที่นั้น ย่อมฟ้อนรำดังนกยูงรำแพนหาง เหมือนหมีและไม้ตะคร้อ

เพราะเหตุนั้น อาตมภาพขอถวายพระพรแก่บพิตรทั้งหลาย ขอความเจริญจงมีแก่บพิตรทั้งหลาย เท่าที่มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นี้

ขอบพิตรทั้งหลาย จงร่วมบันเทิงใจ อย่าวิวาทกัน อย่าเป็นดังหมีและไม้ตะคร้อเลย

ขอบพิตรทั้งหลาย จงศึกษาความสามัคคี ความสามัคคีนั้นแหละ พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงสรรเสริญแล้ว


บุคคลผู้ยินดีในสามัคคีธรรม ตั้งอยู่ในธรรม ย่อมไม่คลาดจากธรรม อันเป็นแดนเกษมจากโยคะ

ดูกรมหาราชทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่า การหายใจคล่องเพราะเหตุทะเลาะวิวาทกันนั้นไม่มีเลย ด้วยว่า รุกขเทวดาคนหนึ่งกับหมีตัวหนึ่งอาฆาตกัน เพราะเหตุทะเลาะวิวาทกัน เวรนั้นก็ตกตามอยู่ตลอดกัปนี้ทั้งสิ้น”

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า

“ก็แลเทวดาผู้สิงอยู่ในราวป่านั้น ฟังเรื่องราวนั้นในครั้งนั้น คือ เราตถาคต”

 

 

อ้างอิง : ผันทนชาดก พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏ เล่มที่ ๖๐ ข้อที่ ๑๗๓๘-๑๗๕๐ หน้า ๒๒๓-๒๓๐