พุทธธรรมเปลี่ยนโลก

4-14 ทุททุภายชาดก - พวกกระต่ายตื่นตูม



ภาพมุมสูงสวนลุมพินี

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดราชสีห์ เจริญวัยแล้ว อาศัยอยู่ในป่า

ก็ในครั้งนั้น มีดงตาลปนกับมะตูมอยู่ในที่ใกล้ทะเลด้านทิศตะวันตก ในดงตาลนั้น มีกระต่ายตัวหนึ่งอยู่ภายใต้กอตาลกอหนึ่ง ใกล้โคนต้นมะตูม วันหนึ่ง กระต่ายนั้นเที่ยวหาอาหาร แล้วมานอนอยู่ใต้ใบตาล คิดว่า

“ถ้าแผ่นดินนี้ถล่ม เราจักไปที่ไหนหนอ”

ขณะนั้นเอง ผลมะตูมสุกผลหนึ่งหล่นลงบนใบตาล เพราะเสียงใบตาลนั้น กระต่ายนั้นจึงคิดว่า แผ่นดินถล่มเป็นแน่ จึงกระโดดหนีไปไม่เหลียวหลัง กระต่ายอีกตัวหนึ่งเห็นกระต่ายตัวนั้นหวาดกลัวภัย คือ ความตาย กำลังรีบหนีไป จึงร้องถามว่า

“แน่ะผู้เจริญ ท่านกลัวอะไรเหลือเกินจึงหนีมา”

กระต่ายนั้น ตอบว่า

“ท่านผู้เจริญ อย่ามัวถามเลย”

กระต่ายตัวที่ถามนั้น จึงวิ่งตามไปข้างหลัง พร้อมกับร้องถามอีกว่า

“ผู้เจริญ ท่านกลัวอะไรหรือ”

กระต่ายตัวนั้นไม่เหลียวมามองเลย กล่าวว่า

“แผ่นดินถล่มที่นั้น”

กระต่ายตัวที่ถามนั้น ก็วิ่งตามหลังกระต่ายตัวที่บอกไป เมื่อเป็นอย่างนั้น กระต่ายตัวอื่นได้เห็นก็วิ่งตาม ๆ กันไป รวมความว่า กระต่ายตั้งพันตัวร่วมกันหนีไป

มฤคพวกหนึ่งเห็นกระต่ายเหล่านั้น ก็ร่วมหนีไปด้วย สุกรพวกหนึ่ง ระมาดพวกหนึ่ง กระบือพวกหนึ่ง โคพวกหนึ่ง แรดพวกหนึ่ง พยัคฆ์พวกหนึ่ง สีหะพวกหนึ่ง ช้างพวกหนึ่ง เห็นเข้า ก็ถามว่า

"นี่อะไรกัน"

เมื่อสัตว์เหล่านั้นกล่าวว่า

"ที่นั่น แผ่นดินถล่ม" จึงหนีไปด้วย

บนเนื้อที่ประมาณโยชน์หนึ่ง ได้มีหมู่พวกสัตว์ดิรัจฉานเพิ่มขึ้นโดยลำดับ ด้วยอาการอย่างนี้

ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์เห็นพวกสัตว์นั้นกำลังหนีอยู่ จึงถามว่า

“นี่อะไรกัน”

ครั้นได้ฟังว่า ที่นั่น แผ่นดินถล่ม จึงคิดว่า

“ธรรมดาแผ่นดินถล่มย่อมไม่มีในกาลไหน ๆ สัตว์เหล่านั้นจักเห็นอะไรบางอย่างเป็นแน่ ก็เมื่อเราไม่ช่วยขวนขวาย สัตว์ทั้งปวงจักพินาศฉิบหาย เราจักให้ชีวิตแก่สัตว์เหล่านั้น”

ครั้นคิดแล้ว จึงล่วงหน้าไปยังเชิงเขาด้วยกำลังราชสีห์ เเล้วบันลือสีหนาทขึ้น ๓ ครั้ง ณ เชิงภูเขานั้น สัตว์เหล่านั้นถูกความกลัวราชสีห์คุกคาม จึงได้หันกลับมายืนเป็นกลุ่มกันโดยถามกันว่า

"อะไรกัน"

ราชสีห์ได้เข้าไปในระหว่างสัตว์เหล่านั้น แล้วถามว่า

“พวกท่านหนีเพื่ออะไรกัน”

สัตว์เหล่านั้น กล่าวว่า

“แผ่นดินถล่ม”

“ใครเห็นแผ่นดินถล่ม”

“ช้างรู้”

ราชสีห์จึงถามช้าง ช้างเหล่านั้นกล่าวว่า

“พวกข้าพเจ้าไม่รู้ พวกสีหะรู้”

แม้สีหะทั้งหลาย ก็กล่าวว่า

“พวกข้าพเจ้าไม่รู้ พยัคฆ์ทั้งหลายรู้”

“แม้พยัคฆ์ทั้งหลาย ก็กล่าวว่า”

“พวกข้าพเจ้าไม่รู้ แรดทั้งหลายรู้”

แม้แรดทั้งหลาย ก็กล่าวว่า

“พวกโครู้”

แม้พวกโค ก็กล่าวว่า

“กระบือทั้งหลายรู้”

แม้กระบือทั้งหลาย ก็กล่าวว่า

“พวกโคลานรู้”

แม้โคลานทั้งหลาย ก็กล่าวว่า

“พวกสุกรรู้”

แม้สุกรทั้งหลาย ก็กล่าวว่า

“พวกมฤครู้”

ฝ่ายพวกมฤค ก็กล่าวว่า

“ข้าพเจ้าทั้งหลายไม่รู้ พวกกระต่ายรู้”

เมื่อพวกกระต่ายถูกถาม กระต่ายทั้งหลายจึงแสดงกระต่ายตัวนั้นว่า

“กระต่ายตัวนี้พูด”

ลำดับนั้น ราชสีห์จึงถามกระต่ายตัวนั้นว่า

“สหาย ได้ยินว่าท่านเห็นอย่างนั้นหรือว่า แผ่นดินถล่ม”

กระต่ายนั้นกล่าวว่า

“จ้ะนาย ข้าพเจ้าเห็น”

“ท่านอยู่ที่ไหนจึงได้เห็น”

“ข้าพเจ้าอยู่ในดงตาลมีต้นมะตูมเจือปน ณ ที่ใกล้ทะเลด้านทิศตะวันตก ข้าพเจ้านอนอยู่ใต้ใบตาลในกอตาล ใกล้โคนต้นมะตูมในดงตาลนั้น คิดอยู่ว่า ถ้าแผ่นดินถล่ม เราจักไปที่ไหน ในขณะนั้นเอง ข้าพเจ้าได้ยินเสียงแผ่นดินถล่ม จึงได้หนีไป”

ราชสีห์คิดว่า

“ผลมะตูมสุกบนใบตาลนั้นตกลงมาทำเสียงดังกึกก้องเป็นแน่ กระต่ายนี้ ได้ยินเสียงนั้น จึงทำความสำคัญให้เกิดขึ้นว่า แผ่นดินถล่ม จึงได้หนีไป เราจักตรวจดูให้รู้โดยถ่องแท้”

ราชสีห์นั้นจึงจับกระต่ายนั้นไว้ ปลอบโยนหมู่สัตว์ให้เบาใจ แล้วกล่าวว่า

“เราจักตรวจสอบแผ่นดินตรงที่กระต่ายนี้เห็น ว่าถล่มหรือไม่ถล่มโดยถ่องแท้ แล้วจะกลับมา พวกท่านจงอยู่ในที่นี้จนกว่าเราจะมา”

แล้วยกกระต่ายขึ้นบนหลัง วิ่งไปด้วยกำลังราชสีห์ วางกระต่ายลงที่ดงตาล แล้วกล่าวว่า

“มาซิ ท่านจงชี้ที่ที่ท่านเห็น”

กระต่ายกล่าวด้วยความกลัวว่า

“ข้าพเจ้าไม่กล้าจ้ะนาย”

“มาเถิด ท่านอย่ากลัวเลย”

กระต่ายนั้นไม่กล้าเข้าไปใกล้ต้นมะตูม จึงยืนอยู่ในที่ไม่ไกล แล้วกล่าวว่า

“นาย นี้เป็นที่ที่มีเสียงดังกึกก้อง” แล้วกล่าวว่า

“ขอความเจริญจงมีแก่ท่าน ข้าพเจ้าอยู่ในที่ใด ที่นั้นเกิดเสียงดังกึกก้อง ข้าพเจ้าไม่รู้จักเสียงกึกก้องนั้นว่าเป็นเสียงอะไร หรือเพราะเหตุไรจึงมีเสียงดังกึกก้อง ข้าพเจ้าได้ยินแต่เสียงดังกึกก้องอย่างเดียว”

เมื่อกระต่ายกล่าวอย่างนี้แล้ว ราชสีห์จึงไปยังโคนต้นมะตูม เห็นที่ที่กระต่ายนอน ณ ภายใต้ใบตาล และผลมะตูมสุกที่หล่นลงเหนือใบตาล รู้ว่าแผ่นดินไม่ถล่มโดยถ่องแท้แล้ว จึงยกกระต่ายขึ้นหลัง ไปยังที่อยู่ของหมู่มฤคโดยฉับพลัน ด้วยกำลังเร็วแห่งราชสีห์ บอกความเป็นไปทั้งปวง แล้วกล่าวว่า

“ท่านทั้งหลายอย่ากลัวเลย”

หมู่สัตว์ทั้งหลายเบาใจ แล้วกลับไป

ก็ถ้าในกาลนั้น จะไม่พึงมีพระโพธิสัตว์ไซร้ สัตว์ทั้งปวงก็จะวิ่งลงสู่ทะเลพากันพินาศไป แต่เพราะอาศัยพระโพธิสัตว์ สัตว์ทั้งปวงจึงได้ชีวิตเป็นอยู่แล

กระต่ายได้ยินมะตูมสุกหล่นเสียงดังครึนก็วิ่งหนีไป หมู่เนื้อได้ฟังถ้อยคำของกระต่ายแล้วพากันตกใจ วิ่งหนีไปด้วย

คนเขลาเหล่านั้นยังไม่ทันถึงวิญญาณบท คือ ทางแห่งวิญญาณความรู้แจ้ง มักเชื่อตามเสียงผู้อื่น ถือการเล่าลือเป็นสำคัญ จึงเป็นผู้เชื่อต่อคนอื่น

ส่วนชนเหล่าใดสมบูรณ์ด้วยศีล ยินดีในความสงบระงับด้วยปัญญา ชนเหล่านั้นนับว่าเป็นปราชญ์ งดเว้นความชั่วให้ห่างไกล ย่อมไม่เชื่อต่อผู้อื่น

ด้วยเหตุนั้น พระศาสดาจึงตรัสว่า

“นรชนใดไม่เชื่อคุณอันตนรู้แล้วด้วยถ้อยคำของผู้อื่น รู้จักพระนิพพานอันปัจจัยอะไร ๆ ปรุงแต่งไม่ได้แล้ว และตัดที่ต่อ คือ วัฏสงสารขาดแล้ว กำจัดโอกาส คือ ภพได้แล้ว มีความหวังอันคายแล้ว นรชนนั้นแลชื่อว่า เป็นอุดมบุรุษ”

พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า

“ราชสีห์ในครั้งนั้น คือ เราตถาคต”

 

 

อ้างอิง : ทุททุภายชาดก พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ เล่มที่ ข้อที่ ๕๘๖-๕๘๙ หน้า ๕๓๐-๕๓๗