พุทธธรรมเปลี่ยนโลก

4-28 ทรงแสดงมหาวิยูหสูตร แก่เทวดาพวกโมหจริต



 ป้ายแสดงการค้นพบนครกบิลพัสดุ์ของราชวงศ์ศากยะ

พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

“บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งถือมั่นอยู่ในทิฐิ
ย่อมโต้เถียงวิวาทกันว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริง
บุคคลทั้งหมดนั้น ย่อมนำความนินทามาเนือง ๆ
...หรือย่อมได้ความสรรเสริญในที่นั้นบ้าง”

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

“บุคคลเหล่านั้นบางคราวได้ความสรรเสริญบ้าง
ผลคือความสรรเสริญนั้นน้อยนัก
...ไม่พอแก่ความสงบ
เราย่อมกล่าวผลแห่งความวิวาทกัน ๒ ประการ
คือ ความนินทาและความสรรเสริญ
บัณฑิตเห็นโทษในผลแห่งการวิวาทแม้นี้แล้ว
เห็นนิพพานมิใช่ภูมิแห่งการวิวาทว่า...
...เป็นธรรมเกษม ไม่พึงวิวาทกัน”

“ทิฐิเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นอันมาก
บัณฑิตผู้รู้แจ้งย่อมไม่เข้าไปใกล้ทิฐิทั้งปวงนั้น
บัณฑิตผู้รู้แจ้งนั้น เป็นผู้ไม่เข้าไปใกล้
จะพึงถึงธรรมที่ควรเข้าไปใกล้อะไร
จึงจะไม่ทำความชอบใจในรูปที่ได้เห็น ในเสียงที่ได้ฟัง”

“ชนบางพวกผู้มีศีลอันอุดม
สำคัญอยู่ว่าศีลเท่านั้นเป็นธรรมอุดม
จึงกล่าวความบริสุทธิ์ด้วยการสำรวม
ชนเหล่านั้นสมาทานวัตรแล้ว
ตั้งมั่นอยู่ด้วยคิดว่า
เราทั้งหลายควรศึกษาความบริสุทธิ์ของศาสดานั้น
...ในทิฐินี้เท่านั้น

ชนเหล่านั้นอันภพนำเข้าไปแล้ว กล่าวว่า...
เราทั้งหลายเป็นผู้ฉลาด
ถ้าบุคคลเป็นผู้เคลื่อนจากศีลและพรตแล้วไซร้
บุคคลนั้นยังกรรมให้ผิดไปแล้ว ก็หวั่นไหว
ยังคร่ำครวญและปรารถนาความบริสุทธิ์อยู่
เหมือนบุคคลอยู่ปราศจากเรือน เสื่อมแล้วจากพวก
พึงปรารถนาเรือนหรือพวก ฉะนั้น  

อนึ่ง อริยสาวกละศีล พรต ธรรมที่มีโทษ...
...และไม่มีโทษทั้งสิ้นนี้แล้ว
ไม่ปรารถนาว่า ธรรมชาตินี้บริสุทธิ์...
...ธรรมชาตินี้ไม่บริสุทธิ์
เว้นแล้วจากความบริสุทธิ์...
...และความไม่บริสุทธิ์
ไม่ถือมั่นทิฐิแล้ว พึงเที่ยวไป

สมณพราหมณ์ทั้งหลาย
อาศัยทิฐินั้นหรือความเกลียดบาป
แม้อนึ่ง อาศัยรูปที่ได้เห็นแล้ว
เสียงที่ได้ฟังแล้ว หรืออารมณ์ที่ได้ทราบแล้ว
เป็นผู้ระลึกแล่นพ้นไปจากอกิริยทิฐิ
ยังไม่ปราศจากตัณหาในภพและมิใช่ภพแล้ว
ย่อมทอดถอน (พร่ำถึง) ถึงความบริสุทธิ์”

ก็ความดิ้นรนทั้งหลายย่อมมีแก่ผู้ปรารถนา
ความหวั่นไหวมีอยู่ในวัตถุที่ตนกำหนดแล้ว
การจุติและการอุบัติในภพนี้ ย่อมไม่มีแก่ผู้ใด
ผู้นั้นจะพึงหวั่นไหว จะพึงดิ้นรนในอารมณ์ไหน ๆ เพราะเหตุอะไร”

“สมณพราหมณ์พวกหนึ่งกล่าวธรรมใดว่า...
...เป็นธรรมอย่างยิ่ง
ส่วนสมณพราหมณ์เหล่าอื่น
กล่าวธรรมนั้นแหละว่า ...เป็นธรรมเลวทราม
วาทะของสมณพราหมณ์ทั้งสองพวกนี้
วาทะอย่างไหนจริงหนอ
เพราะสมณพราหมณ์ทั้งหมดนี้
เป็นผู้กล่าวอวดอ้างว่าตนเป็นผู้ฉลาด”

“สมณพราหมณ์ทั้งหลายกล่าวธรรมของตน
...นั่นแหละว่า เป็นธรรมบริบูรณ์
แต่กลับกล่าวธรรมของผู้อื่นว่า เป็นธรรมเลวทราม
สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ต่างยึดถือทิฐิ
แม้ด้วยอาการอย่างนี้แล้ว ย่อมวิวาทกัน
สมณพราหมณ์ทั้งหลายกล่าวทิฐิของตน ๆ ว่า เป็นของจริง

ถ้าว่าบุคคลพึงเป็นผู้เลวทราม
เพราะการติเตียนของบุคคลอื่นไซร้
ใคร ๆ จะไม่พึงเป็นผู้วิเศษในธรรมทั้งหลาย
เพราะว่าสมณพราหมณ์เป็นอันมาก
ย่อมกล่าวธรรมของบุคคลอื่น...
...โดยความเป็นธรรมเลวทราม
ในธรรมของตน กล่าวว่า เป็นธรรมมั่นคง”

สมณพราหมณ์ทั้งหลาย
ย่อมสรรเสริญหนทางเครื่องดำเนินของตนอย่างใด
การบูชาธรรมของตน ของสมณพราหมณ์เหล่านั้น
ก็ยังเป็นไปอยู่อย่างนั้น
หากว่าวาทะทั้งปวงจะพึงเป็นของแท้ไซร้
ความบริสุทธิ์ของสมณพราหมณ์...
...ผู้มีถ้อยคำต่าง ๆ กันเหล่านั้น
ก็จะเป็นผลเฉพาะตน ๆ เท่านั้น

ญาณที่ผู้อื่นจะพึงนำไปไม่มีแก่พราหมณ์
การวินิจฉัยในธรรม คือ ทิฐิทั้งหลาย...
...ว่าข้อนี้แหละจริง ดังนี้แล้ว ยึดถือไว้
ไม่มีแก่พราหมณ์
เพราะเหตุนั้น พราหมณ์จึงล่วงความวิวาทเสียได้
พราหมณ์นั้นย่อมไม่เห็นธรรมอื่น
โดยความเป็นธรรมประเสริฐเลย

เดียรถีย์บางพวกกล่าวอยู่ว่า เรารู้ เราเห็น
สิ่งที่เรารู้เราเห็นนี้ เป็นอย่างนั้นแล ดังนี้
จึงเชื่อความบริสุทธิ์ด้วยทิฐิ
ถ้าว่าเดียรถีย์ได้เห็นแล้วไซร้
ประโยชน์อะไรเล่า ด้วยความเห็นนั้นเฉพาะตน
เพราะว่าเดียรถีย์ทั้งหลาย...
...ก้าวล่วงอริยมรรคเสียแล้ว
ย่อมกล่าวความบริสุทธิ์ด้วยธรรมอย่างอื่น

นรชนเมื่อเห็น ย่อมเห็นนามรูป
และครั้นเห็นแล้ว...
จักรู้ทั่วถึงนามรูปเหล่านั้น
...โดยความเป็นของเที่ยง
...และโดยความเป็นสุข
นรชนนั้นจะเห็นนามรูปมากหรือน้อย
โดยความเป็นของเที่ยงและเป็นสุขก็จริง
ถึงกระนั้น ผู้ฉลาดทั้งหลาย
ย่อมไม่กล่าวความบริสุทธิ์ด้วยความเห็นนั้นเลย”

ชนผู้ทำทิฐิที่ตนกำหนดไว้ในเบื้องหน้า
มีปรกติกล่าวตามความมั่นใจ
ไม่ใช่เป็นผู้อันบุคคลอื่นพึงจะแนะนำได้ง่ายเลย

ผู้นั้นอาศัยครูคนใดแล้ว
ก็เป็นผู้กล่าวความดีงามในครูคนนั้น
ผู้นั้นเป็นผู้กล่าวความบริสุทธิ์
ได้เห็นความถ่องแท้ในทิฐิของตน”

พราหมณ์รู้แล้ว ย่อมไม่เข้าถึงเครื่องกำหนด
คือ ตัณหาและทิฐิ ไม่แล่นไปด้วยทิฐิ
และไม่มีตัณหาทิฐิเครื่องผูกพันด้วยญาณ
อนึ่ง พราหมณ์นั้นได้รู้สมบัติ คือ
ทิฐิทั้งหลายเป็นอันมากแล้ววางเฉย
ชนเหล่าอื่นย่อมยึดถือทิฐิเหล่านั้น

มุนีในโลกนี้สละกิเลสเครื่องร้อยรัดเสียแล้ว
เมื่อผู้อื่นเกิดวิวาทกัน ก็ไม่แล่นไปเข้าพวกเขา
มุนีนั้นเป็นผู้สงบ เมื่อผู้อื่นไม่สงบ
ก็เป็นผู้มีอุเบกขาอยู่
ท่านไม่มีการยึดถือ ชนเหล่าอื่นย่อมยึดถือ

มุนีละอาสวะเบื้องต้น (ส่วนที่ล่วงแล้ว) เสีย
ไม่ทำอาสวะใหม่ (ส่วนที่เป็นปัจจุบัน)
ไม่เป็นผู้ลำเอียงเพราะความพอใจ
อนึ่ง มุนีนั้นจะเป็นผู้ยึดมั่นกล่าว ก็หาไม่
มุนีนั้นเป็นนักปราชญ์
หลุดพ้นแล้วจากทิฐิทั้งหลาย
ไม่ติเตียนตน ไม่ติดอยู่ในโลก
มุนีนั้นเป็นผู้ไม่มีมารและเสนามารในธรรมทั้งปวง
คือ อารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งที่ได้เห็นแล้ว
ได้ฟังแล้ว หรือได้ทราบแล้ว
ปลงภาระลงแล้ว หลุดพ้นแล้ว
เป็นผู้ไม่มีเครื่องกำหนด ไม่เข้าไปยินดี
ไม่มีความปรารถนา ฉะนี้แล”

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบเทศนาด้วยธรรมเป็นยอด คือ พระอรหัต ด้วยประการฉะนี้

 

 

อ้างอิง : มหาวิยูหสูตร พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๒๕ ข้อที่ ๔๒๐ หน้า ๓๗๙-๓๘๓