สิ่งปลูกสร้างในกรุงกบิลพัสดุ์ใหม่ (Ganwaria)
บุพกรรม
ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารผู้เป็นนายกของโลก พระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว พระองค์เป็นพระพุทธเจ้าผู้ฉลาดในวิธีเทศนา ตรัสสอนเหล่าสัตว์ให้รู้แจ้ง ทรงช่วยสรรพสัตว์ให้ข้ามแล้ว ทรงช่วยให้หมู่ชนข้ามพ้นได้เป็นอันมา ครั้งนั้น นางได้ฟังพระพุทธพจน์นั้น แล้วมีใจยินดี มีจิตประกอบด้วยเมตตา บำรุงพระพิชิตมารผู้เป็นนายกชั้นพิเศษ ด้วยปัจจัยทั้งหลายตลอดชีวิต ด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำไว้ดีนั้น และด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ นางละร่างกายมนุษย์แล้ว ได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จุติจากสวรรค์ชั้นนั้นแล้ว นางไปสู่สวรรค์ชั้นยามา จุติจากนั้นแล้ว ไปสวรรค์ชั้นดุสิต จุติจากนั้นแล้ว ไปสวรรค์ชั้นนิมมานรดี จุติจากนั้นแล้ว ไปสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี
ด้วยอำนาจบุญกรรมนั้น นางเกิดในภพใดๆ ก็ได้ครองตำแหน่งราชมเหสีในภพนั้น ๆ จุติจากสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดีแล้ว มาเกิดเป็นมนุษย์ ได้ครองตำแหน่งอัครมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิและพระเจ้าเอกราช เสวยสมบัติในเทวดาและมนุษย์ เป็นผู้มีความสุขในที่ทุกสถาน ท่องเที่ยวไปในกัปเป็นอเนก
ภพสุดท้าย
ในภพหลังที่มาถึงบัดนี้ นางเป็นพระธิดาแห่งพระเจ้าสุทโธทนะในกรุงกบิลพัสดุ์ เป็นผู้มีรูปสมบัติอันประชาชนสรรเสริญ ราชสกุลนั้นเห็นนางมีรูปงามเป็นสิริจึงพากันชื่นชม เพราะฉะนั้น นางจึงมีนามว่านันทา เป็นผู้มีรูปลักษณะสวยงาม ในพระนครกบิลพัสดุ์ซึ่งเป็นธานีที่รื่นรมย์นั้น นอกจากพระนางยโสธรา นางงามกว่ายุวนารีทั้งปวง พระภาดาพระองค์ใหญ่เป็นพระพุทธเจ้าผู้เลิศในไตรโลก พระภาดาองค์รองก็เป็นพระอรหันต์ พระนางยังเป็นคฤหัสถ์อยู่ผู้เดียว
พระนางรูปนันทาทรงผนวช
วันหนึ่ง พระนางทรงดำริว่า
"เจ้าพี่ใหญ่ของเราสละสิริราชสมบัติออกผนวช เป็นพระพุทธเจ้าผู้อัครบุคคลในโลก. แม้โอรสของพระองค์ทรงนามว่าราหุลกุมาร ก็ผนวชแล้ว. แม้พระนันทะ เจ้าพี่ของเรา ก็ผนวชแล้ว. แม้พระมารดาของเรา ก็ทรงผนวชแล้ว. เมื่อคณะพระญาติมีประมาณเท่านี้ ทรงผนวชแล้ว แม้เราจักทำอะไรในเรือน หรือจักผนวชบ้าง"
พระนางเสด็จเข้าไปสู่สำนักภิกษุณีทั้งหลาย แล้วทรงผนวช พระนางทรงผนวชเพราะสิเนหาในพระญาติเท่านั้น หาใช่เพราะศรัทธาไม่ แต่เพราะพระนางเป็นผู้มีพระโฉมอันวิไล จึงปรากฏพระนามว่า รูปนันทา
นางไม่เข้าเฝ้าพระศาสดาเพราะเกรงถูกตำหนิ
พระนางได้ทรงสดับว่า ได้ยินว่า พระศาสดาตรัสว่า รูปไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จึงไม่เสด็จไปเผชิญพระพักตร์พระศาสดา ด้วยทรงเกรงว่าพระศาสดาจะพึงตรัสโทษในรูปแม้ของพระนางซึ่งน่าดู น่าเลื่อมใสอย่างนี้
ชาวนครนิยมฟังธรรม
ชาวพระนครสาวัตถีถวายทานแต่เช้าตรู่ สมาทานอุโบสถแล้วห่มผ้าสะอาด มีมือถือของหอมและพวงดอกไม้ เป็นต้น ในเวลาเย็น ประชุมกันฟังธรรมในพระเชตวัน เเม้ภิกษุณีสงฆ์ผู้เกิดฉันทะในพระธรรมเทศนาของพระศาสดาก็ไปวิหารฟังธรรม ชาวพระนครสาวัตถีเหล่านั้นครั้นฟังธรรมแล้ว เมื่อเข้าไปสู่พระนคร ก็กล่าวแต่คุณกถาของพระศาสดาเท่านั้นเข้าไป
ความเลื่อมใสของบุคคล ๔ จำพวก
จริงอยู่ จำพวกสัตว์ในโลกสันนิวาสซึ่งมีประมาณ ๔ จำพวก ที่เห็นพระตถาคตอยู่ ไม่เกิดความเลื่อมใส มีจำนวนน้อยนัก
๑. รูปัปปมาณิกา ด้วยว่าจำพวกสัตว์ที่เป็นรูปัปปปมาณิกา เห็นพระสรีระของพระตถาคต อันประดับแล้วด้วยพระลักษณะและอนุพยัญชนะ มีพระฉวีวรรณดุจทองคำ ย่อมเลื่อมใส
๒. โฆสัปปมาณิกา จำพวกโฆสัปปมาณิกา ฟังเสียงประกาศพระคุณของพระศาสดา ซึ่งอาศัยเป็นไปแล้วตั้งหลายร้อยชาติ และเสียงประกาศพระธรรมเทศนา อันประกอบด้วยองค์ ๘ คือ แจ่มใส ๑ ชัดเจน ๑ นุ่มนวล ๑ น่าฟัง ๑ กลมกล่อม ๑ ไม่พร่า ๑ ลึก ๑ มีกังวาน ๑ ย่อมเลื่อมใส
๓. ลูขัปปมาณิกาแม้จำพวกลูขัปปมาณิกา อาศัยความที่พระองค์เป็นผู้เศร้าหมองด้วยปัจจัยทั้งหลายมีจีวรเป็นต้น ย่อมเลื่อมใส
๔ . ธัมมัปปมาณิกา แม้จำพวกธัมมัปปมาณิกา ก็ย่อมเลื่อมใสว่า ศีลของพระทศพลเห็นปานนี้ สมาธิเห็นปานนี้ ปัญญาเห็นปานนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าหาผู้เสมอมิได้ ไม่มีผู้เสมอเท่า หาผู้เสมอเหมือนมิได้ ไม่มีผู้ทัดเทียม ด้วยคุณทั้งหลายมีศีลเป็นต้น เมื่อชนเหล่านั้นพรรณนาคุณของพระตถาคตอยู่ ปากไม่เพียงพอ
พระนางรูปนันทาเถรีเข้าเฝ้าทรงสดับธรรม
พระนางรูปนันทาได้สดับคำพรรณนาคุณของพระตถาคต แต่สำนักพวกภิกษุณีและพวกอุบาสิกา จึงทรงดำริว่า
"ชนทั้งหลายกล่าวชมเจ้าพี่ของเรานักหนาทีเดียว แม้ในวันหนึ่ง พระองค์เมื่อจะตรัสโทษในรูปของเรา จะตรัสได้สักเท่าไร ถ้ากระไร เราพึงไปกับพวกภิกษุณี ไม่แสดงตนเลย เฝ้าพระตถาคตฟังธรรม แล้วพึงกลับมา"
พระนางจึงตรัสบอกแก่พวกภิกษุณีว่า
"วันนี้ ฉันจักไปสู่ที่ฟังธรรม"
พวกภิกษุณีมีใจยินดี ด้วยคิดว่า
"นานนักหนา การที่พระนางรูปนันทาทรงมีพระประสงค์จะเสด็จไปสู่ที่บำรุงพระศาสดาเกิดขึ้นแล้ว วันนี้พระศาสดาทรงอาศัยพระนางรูปนันทาแล้ว จักทรงแสดงพระธรรมเทศนาอันวิจิตร"
ดังนี้แล้ว พวกภิกษุณีจึงพาพระนางออกไป ตั้งแต่เวลาที่ออกไป พระนางทรงดำริว่า
"เราจะไม่แสดงตนเลย"
พระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่พระนาง
พระศาสดาทรงดำริว่า
"วันนี้รูปนันทาจักมาที่บำรุงของเรา ธรรมเทศนาเช่นไรหนอจักเป็นที่สบายของเธอ"
ทรงทำความตกลงพระหฤทัยว่า
"รูปนันทายึดติดในรูป มีความเยื่อใยในอัตภาพอย่างรุนแรง การบรรเทาความเมาในรูปด้วยรูปนั่นแลเป็นที่สบายของเธอ ดุจการบ่งหนามด้วยหนามฉะนั้น"
ในเวลาที่พระนางเข้าไปสู่วิหาร ทรงนิรมิตหญิงมีรูปสวยพริ้งผู้หนึ่ง อายุราว ๑๖ ปี นุ่งผ้าแดง ประดับแล้วด้วยอาภรณ์ทุกอย่าง ถือพัด ยืนถวายงานพัดอยู่ในที่ใกล้พระองค์ ด้วยกำลังพระฤทธิ์
ก็แล พระศาสดาและพระนางรูปนันทาเท่านั้น ทรงเห็นรูปหญิงนั้น พระนางเสด็จเข้าไปวิหารพร้อมกับภิกษุณีทั้งหลาย ทรงยืนข้างหลังพวกภิกษุณี ถวายบังคมพระศาสดาด้วยเบญจางคประดิษฐ์ นั่งในระหว่างพวกภิกษุณี ทรงแลดูพระศาสดาตั้งแต่พระบาท ทรงเห็นพระสรีระของพระศาสดาวิจิตรแล้วด้วยพระลักษณะ รุ่งเรืองด้วยอนุพยัญชนะ อันพระรัศมีวาหนึ่งแวดล้อมแล้ว ทรงแลดูพระพักตร์อันมีสิริดุจพระจันทร์เพ็ญ ได้ทรงเห็นรูปหญิงยืนอยู่ในที่ใกล้แล้ว
พระนางทรงแลดูหญิงนั้นแล้ว ทรงแลดูอัตภาพของตน รู้สึกว่าตนเหมือนนางกาซึ่งอยู่ข้างหน้านางพระยาหงส์ทอง ก็จำเดิมแต่เวลาที่พระนางทรงเห็นรูปอันสำเร็จแล้วด้วยฤทธิ์ทีเดียว พระเนตรทั้งสองของพระนางก็วิงเวียน พระนางมีจิต อันสิริโฉมแห่งสรีรประเทศทั้งหมดดึงดูดไปแล้วว่า
"โอ ผมของหญิงนี้ก็งาม โอ หน้าผากก็งาม"
ดังนี้ ได้มีสิเนหาในรูปนั้นอย่างรุนแรง
พระศาสดาทรงทราบความยินดีอย่างสุดซึ้งในรูปนั้นของพระนาง เมื่อจะทรงแสดงธรรม จึงทรงแสดงรูปนั้นให้ล่วงภาวะของผู้มีอายุ ๑๖ ปี มีอายุราว ๒๐ ปี พระนางรูปนันทาได้ทอดพระเนตรมีจิตเบื่อหน่ายหน่อยหนึ่งว่า
"รูปนี้ไม่เหมือนรูปก่อนหนอ"
พระศาสดาทรงแสดงความแปรเปลี่ยนเพศของหญิงนั้นโดยลำดับเทียว คือ เพศหญิงคลอดบุตรครั้งเดียว เพศหญิงกลางคน เพศหญิงแก่ เพศหญิงแก่คร่ำคร่าแล้วเพราะชรา
แม้พระนางก็ทรงเบื่อหน่ายรูปนั้นในเวลาที่ทรุดโทรมเพราะชรา โดยลำดับเหมือนกันว่า
"โอ รูปนี้ หายไปแล้ว"
ครั้นทรงเห็นรูปนั้นมีฟันหัก ผมหงอก หลังโกง มีซี่โครงขึ้นดุจกลอน มีไม้เท้ายันข้างหน้า งกงันอยู่ ก็ทรงเบื่อหน่ายเหลือเกิน
ลำดับนั้น พระศาสดาทรงแสดงรูปหญิงนั้นให้เป็นรูปอันโรคครอบงำ ในขณะนั้นเอง หญิงนั้นทิ้งไม้เท้าและพัดใบตาล ร้องเสียงขรม ล้มลงที่ภาคพื้น จมลงในปัสสาวะและอุจจาระของตน กลิ้งเกลือกไปมา พระนางรูปนันทาทรงเห็นหญิงนั้นเเล้ว ทรงเบื่อหน่ายเต็มที
พระศาสดาทรงแสดงมรณะของหญิงนั้นแล้ว หญิงนั้นถึงความเป็นศพพองขึ้น สายเเห่งหนองและหมู่หนอนไหลออกจากปากแผลทั้ง ๙ ฝูงสัตว์มีกาเป็นต้น รุมแย่งกันกินแล้ว พระนางรูปนันทาทรงพิจารณาซากศพนั้นแล้ว ทรงเห็นอัตภาพโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยงว่า
"หญิงนี้ถึงความแก่ ถึงความเจ็บ ถึงความตายในที่นี้เอง ความแก่ ความเจ็บ และความตาย จักมาถึงแก่อัตภาพแม้นี้อย่างนั้นเหมือนกัน"
และเพราะความที่อัตภาพเป็นสภาพอันพระนางทรงเห็นแล้วโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง อัตภาพนั้นจึงเป็นอันทรงเห็นแล้วโดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตาทีเดียว
ลำดับนั้น ภพทั้งสามปรากฏแก่พระนางดุจถูกไฟเผาลนและดุจซากศพอันเขาผูกไว้ที่พระศอ จิตมุ่งตรงต่อกรรมฐาน
พระนางนันทาสำเร็จโสดาปัตติผล
พระศาสดาทรงทราบว่าพระนางทรงเห็นอัตภาพโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยงแล้ว จึงทรงพิจารณาดูว่าพระนางจักสามารถทำที่พึ่งแก่ตนได้เองทีเดียวหรือไม่ ทรงเห็นว่าจักไม่อาจ การที่พระนางได้ปัจจัยภายนอกเสียก่อนจึงจะเหมาะ ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงธรรม ด้วยอำนาจธรรมเป็นที่สบายแห่งพระนาง ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
"นันทา เธอจงดูกายอันกรรมยกขึ้น อันอาดูรไม่สะอาด เปื่อยเน่า ไหลออกอยู่ข้างบน ไหลออกอยู่ข้างล่าง ที่พาลชนทั้งหลายปรารถนากันนัก สรีระของเธอนี้ ฉันใด สรีระของหญิงนั่น ก็ฉันนั้น สรีระของหญิงนั่น ฉันใด สรีระของเธอนี้ ก็ฉันนั้น เธอจงเห็นธาตุทั้งหลายโดยความเป็นของสูญ อย่ากลับมาสู่โลกนี้อีก เธอคลี่คลายความพอใจในภพเสียแล้ว จักเป็นบุคคลผู้สงบเที่ยวไปในโลก"
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรารภพระนางนันทาภิกษุณี ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้ พระนางนันทาทรงส่งญาณไปตามกระแสเทศนา บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว
พระศาสดาทรงแสดงวิปัสสนา
ลำดับนั้น พระศาสดาเพื่อจะตรัสสุญญตกรรมฐาน เพื่อต้องการอบรมวิปัสสนาเพื่อมรรคผลทั้งสามยิ่งขึ้นไปแก่พระนาง จึงตรัสว่า
"นันทา เธออย่าทำความเข้าใจว่า สาระในสรีระนี้ มีอยู่ เพราะสาระในสรีระนี้แม้เพียงเล็กน้อยก็ไม่มี สรีระนี้ อันกรรมยกกระดูก ๓๐๐ ท่อนขึ้นสร้างให้เป็นนครแห่งกระดูกทั้งหลาย ดังนี้"
แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า
"สรีระอันกรรมทำให้เป็นนครแห่งกระดูกทั้งหลาย ฉาบด้วยเนื้อและโลหิต เป็นที่ตั้งลงแห่งชรา มรณะ มานะ และมักขะ"
ในกาลจบเทศนา พระนางรูปนันทาเถรีได้บรรลุพระอรหัตผล. พระธรรมเทศนาได้เป็นกถา มีประโยชน์เเก่มหาชนแล้ว ดังนี้
อ้างอิง :
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๒๕ ข้อที่ ๑๖๕ นันทาเถริยาปทานที่ ๕
พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ ๔๒ หน้าที่ ๑๕๘ – ๑๖๕


