ภาพทิวทัศน์นาลันทาชนบท
บุพกรรมของพระมหากัปปินเถระ
ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ ท่านพระมหากัปปินเถระบังเกิดในเรือนมีสกุลในนครหังสาวดี รู้เดียงสาแล้ว ฟังธรรมในสำนักพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าพวกภิกษุผู้กล่าวสอนภิกษุ จึงกระทำบุญญาธิการที่จะเป็นเหตุให้เกิดตำแหน่งนั้นแล้วปรารถนาตำแหน่งนั้น เขาทำกุศลในภพนั้นจนตลอดชีวิต ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก
สมัยพระกัสสปพุทธเจ้า
ในกาลแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ บังเกิดในเรือนมีสกุล ในกรุงพาราณสี รู้เดียงสาแล้ว เป็นหัวหน้าหมู่คน ๑,๐๐๐ คน ร่วมช่วยกันสร้างบริเวณใหญ่อันประดับด้วยห้อง ๑,๐๐๐ ห้อง ชนเหล่านั้นแม้ทั้งหมดทำกุศลจนตลอดชีวิต โดยมอบหน้าที่ให้อุบาสกนั้นพร้อมด้วยบุตรและภริยาเป็นหัวหน้า แล้วพากันบังเกิดในเทวโลก ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลกตลอดพุทธันดรหนึ่ง
ชาติสุดท้าย
ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาทรงบังเกิดในพระราชวัง ในพระนครชื่อว่ากุกกุฏะ ในปัจจันตประเทศ มีพระนามว่า กัปปินะ พวกบุรุษที่เหลือพากันบังเกิดในตระกูลอำมาตย์ในนครนั้นนั่นแหละ พอพระราชบิดาเสด็จสวรรคต กัปปินกุมารทรงได้รับเศวตฉัตร เป็นพระเจ้ามหากัปปินะ
พระเจ้ามหากัปปินะนั้นได้สมบัติอันน่าปลื้มใจ พอเช้าตรู่ก็ทรงส่งพวกราชทูตไปตามประตูเมืองทั้ง ๔ โดยพลันว่า
"พวกเจ้ากลับจากที่ที่พบเห็นพวกพหูสูตแล้ว จงบอกให้เราทราบเถิด"
ก็โดยสมัยนั้น พระศาสดาเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก ทรงประทับอยู่ที่กรุงสาวัตถีในเวลานั้น
พวกพ่อค้าชาวกรุงสาวัตถีพากันถือเอาสิ่งของจากกรุงสาวัตถี ไปสู่พระนครนั้น คิดจะเฝ้าพระราชา จึงพากันถือบรรณาการไป พระราชาทรงให้เรียกเขาเหล่านั้นมา พวกเขามอบถวายบรรณาการแล้ว ยืนไหว้อยู่ พระราชาจึงตรัสถามว่า
"พวกเจ้าพากันมาจากไหน"
พวกเขากราบทูลว่า
"จากกรุงสาวัตถี พระเจ้าข้า"
"ที่แว่นแคว้นมีภิกษาหาได้ง่ายแลหรือ พระราชาทรงตั้งอยู่ในธรรมหรือเปล่า"
"พระเจ้าข้า ข้าแต่สมมติเทพ"
"ในประเทศของพวกเจ้า มีธรรมเช่นไรที่กำลังเป็นไปในบัดนี้"
"ข้าแต่สมมติเทพ ข้อนั้น พวกข้าพระองค์มิอาจจะกราบทูล ด้วยใบหน้าอันสกปรกพระเจ้าข้า"
พระราชาจึงทรงพระราชทานน้ำด้วยพระสุวรรณภิงคาร
พวกพ่อค้าเหล่านั้นล้างหน้าแล้ว จึงบ่ายหน้าไปทางพระทศพล ประคองอัญชลีแล้ว กราบทูลว่า
"ข้าแต่สมมติเทพ พระพุทธรัตนะอุบัติขึ้นแล้วในประเทศของพวกข้าพระองค์"
เพียงได้สดับคำว่า พุทฺโธ เท่านั้น ปีติก็เกิดขึ้นแผ่ไปทั่วพระสรีระทั้งสิ้นของพระราชา ต่อแต่นั้น พระราชาก็ตรัสว่า
"พ่อคุณทั้งหลาย พ่อจงกล่าวคำว่า พุทฺโธ อีกเถิด"
"ข้าแต่สมมติเทพ พวกข้าพระองค์ขอกล่าวย้ำอีกว่า พุทฺโธ"
พระราชารับสั่งให้พวกพ่อค้ากล่าวอย่างนั้นถึง ๓ ครั้ง ทรงเลื่อมใสในบทนั้นนั่นแล เป็นบทที่มีคุณ หาประมาณมิได้
ดังนี้แล้ว พระราชทานทรัพย์จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ ให้ แล้วตรัสถามว่า
"พ่อคุณจงพากันกล่าวบทอื่นอีกเถิด"
พวกพ่อค้ากราบทูลว่า
"ข้าแต่สมมติเทพ พระธรรมรัตนะอุบัติขึ้นแล้วในโลก"
พระราชาทรงสดับบทแม้นั้นแล้ว พระราชทานทรัพย์จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ ให้เหมือนอย่างนั้นแล แล้วตรัสถามว่า
"พ่อคุณจงพากันกล่าวบทอื่นอีกเถิด"
"ข้าแต่สมมติเทพ พระสังฆรัตนะอุบัติขึ้นแล้ว"
พระราชาทรงสดับบทแม้นั้นแล้ว พระราชทานทรัพย์จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ ให้ แล้วเสด็จออกจากที่นั้นด้วยตั้งพระทัยว่า จักบวชในสำนักของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า แม้พวกอำมาตย์ก็ออกไปอย่างนั้นเหมือนกัน
พระราชาพร้อมด้วยอำมาตย์ ๑,๐๐๐ คน เสด็จถึงฝั่งแม่น้ำคงคา ทรงกระทำสัจจะอธิษฐานว่า ถ้าพระศาสดาทรงเป็นสัมมาสัมพุทธะจริง ขอน้ำจงอย่าเปียกแม้เพียงกีบเท้าม้าเหล่านี้เลย แล้วเสด็จข้ามแม่น้ำคงคาอันเต็มเปี่ยม ไปบนผิวน้ำนั่นแล เสด็จข้ามแม่น้ำแม้อื่นอีกที่กว้างตั้งกึ่งโยชน์ก็อย่างนั้นเหมือนกัน เสด็จถึงแม่น้ำใหญ่สายที่ ๓ ชื่อว่าจันทภาคาแล้ว เสด็จข้ามแม่น้ำแม้นั้น ด้วยการทำสัจจะอธิษฐานนั้นเหมือนกัน
ในเวลาใกล้รุ่งวันนั้นเอง พระศาสดาทรงออกจากพระมหากรุณาสมาบัติแล้ว ทรงตรวจดูสัตว์โลก ทรงเห็นว่าวันนี้พระเจ้ามหากัปปินะทรงสละราชสมบัติ พร้อมด้วยอำมาตย์ผู้เป็นบริวาร ๑,๐๐๐ คน จักเดินทางมาสิ้นหนทาง ๓๐๐ โยชน์ เพื่อบวชในสำนักของเรา เราควรทำการต้อนรับพวกเขาเหล่านั้น
แล้วทรงทำการชำระพระสรีระแต่เช้าตรู่ มีภิกษุสงฆ์แวดล้อมแล้ว เสด็จเที่ยวไปบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี เสด็จกลับจากบิณฑบาตภายหลังภัต พระองค์เสด็จไปทางอากาศ ประทับนั่งขัดสมาธิบัลลังก์ที่โคนต้นนิโครธใหญ่ ทรงเปล่งพระพุทธรัศมีมีพรรณะ ๖ ประการไป ณ ที่ท่าน้ำที่พระราชาและอำมาตย์เหล่านั้นข้าม ที่ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา
พระราชาและอำมาตย์เหล่านั้นกำลังพากันข้ามท่าน้ำนั้นอยู่ ก็พลันแลดูพระพุทธรัศมีที่แผ่ซ่านไปทางโน้นทางนี้ ทรงเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ถึงความตกลงใจด้วยการเห็นเท่านั้นว่า พวกเรามาเพื่อมุ่งพระศาสดาพระองค์ใด นี่คือพระศาสดาพระองค์นั้นแน่นอน แล้วน้อมกายลง กระทำการนอบน้อมเป็นอย่างยิ่ง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระราชาทรงจับที่ข้อพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมพระศาสดา แล้วประทับนั่งพร้อมกับอำมาตย์ ๑,๐๐๐ คน ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง พระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่ชนเหล่านั้นแล้ว ในเวลาจบพระธรรมเทศนา พระราชาพร้อมกับบริษัท ทรงดำรงอยู่ในพระอรหัตผล
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า
มหากัปปินเถราปทาน
"พระพิชิตมารผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวงพระนามว่าปทุมุตตระ ปรากฏในอัษฎากาศเหมือนพระอาทิตย์ปรากฏในอากาศในสรทกาล พระองค์ยังดอกบัว คือ เวไนยสัตว์ ให้บานด้วยพระรัศมีคือพระดำรัส สมเด็จพระโลกนายกทรงยังเปือกตม คือ กิเลส ให้แห้งไปด้วยพระรัศมีคือพระปรีชา ทรงกำจัดยศของพวกเดียรถีย์เสียด้วยพระญาณปานดังเพชร เหมือนพระอาทิตย์กำจัดความมืด ฉะนั้น
สมเด็จพระทิพากรเจ้าทรงส่องแสงสว่างจ้า ทั้งกลางคืนและกลางวัน ในที่ทุกหนทุกแห่ง เป็นบ่อเกิดแห่งคุณ เหมือนสาครเป็นบ่อเกิดแห่งรัตนะ ทรงยังเมฆ คือ ธรรมให้ตกลงเพื่อหมู่สัตว์ เหมือนเมฆยังฝนให้ตก ฉะนั้น
ครั้งนั้น เราเป็นผู้พิพากษาอยู่ในพระนครหังสวดี ได้เข้าไปฟังธรรมของพระพุทธเจ้าผู้มีพระนามว่าปทุมุตตระ ซึ่งกำลังประกาศคุณของพระสาวกผู้มีสติ ผู้กล่าวสอนภิกษุทั้งหลายอยู่ ทรงยังใจของเราให้ยินดี เราได้ฟังแล้วเกิดมีปีติโสมนัส นิมนต์พระตถาคตพร้อมด้วยศิษย์ให้เสวยและฉันแล้ว ปรารถนาฐานันดรนั้น
ครั้งนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีส่วนเสมอด้วยหงส์ มีพระสุรเสียงเหมือนหงส์และมโหระทึก ได้ตรัสว่า
"จงดูมหาอำมาตย์ผู้นี้ ผู้แกล้วกล้าในการตัดสิน หมอบอยู่แทบเท้าของเรา มีกายประดุจลอยขึ้นและมีใจฟูด้วยปีติ มีวรรณะเหมือนแสงแห่งแก้วมุกดา งดงาม นัยน์ตาและหน้าผ่องใส มีบริวารเป็นอันมาก ทำราชการมียศใหญ่ มหาอำมาตย์นี้ปรารถนาตำแหน่งภิกษุผู้ให้โอวาทแก่ภิกษุ เพราะพลอยยินดีด้วยการบริจาคบิณฑบาตนี้ และด้วยการตั้งเจตจำนงไว้ เขาจักไม่เข้าถึงทุคติเลยตลอดแสนกัป จักเสวยความเป็นผู้มีโชคดีในหมู่ทวยเทพ และจักเสวยความเป็นใหญ่ในหมู่มนุษย์ จักบรรลุถึงพระนิพพานด้วยผลกรรมส่วนที่เหลือ
ในแสนกัปแต่กัปนี้ พระศาสดามีพระนามว่าโคดม ทรงสมภพในวงศ์ของพระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก มหาอำมาตย์นี้จักเป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น จักเป็นโอรสอันธรรมเนรมิต จักเป็นสาวกของพระศาสดา มีนามว่ ากัปปินะ"
ต่อแต่นั้น เราก็ได้ทำสักการะด้วยดีในพระศาสนาของพระชินสีห์ ละร่างมนุษย์แล้วได้ไปสวรรค์ชั้นดุสิต เราครองราชย์ในเทวดาและมนุษย์ โดยเป็นส่วน ๆ แล้ว เกิดในสกุลช่างหูกที่ตำบลบ้านใกล้พระนครพาราณสี เรากับภรรยามีบริวารแสนคน ได้อุปัฏฐากพระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์ ได้ถวายโภชนาหารตลอดไตรมาส แล้วให้ครองไตรจีวร
เราทั้งหมดจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ได้เข้าถึงสวรรค์ชั้นไตรทศ เราทั้งหมดจุติจากสวรรค์นั้นแล้วกลับมาเป็นมนุษย์อีก พวกเราเกิดในกุกกุฏบุรี ข้างป่าหิมพานต์ เราได้เป็นราชโอรสผู้มียศใหญ่ พระนามว่ากัปปินะ พวกที่เหลือเกิดในสกุลอำมาตย์ เป็นบริวารของเรา เราเป็นผู้ถึงความสุขอันเกิดแต่ความเป็นมหาราชา ได้สำเร็จสิ่งที่ต้องประสงค์ทุกประการ ได้สดับข่าวสาสน์อุบัติของพระพุทธเจ้า ที่พวกพ่อค้าบอกดังนี้ว่า
"พระพุทธเจ้าผู้เอกอัครบุคคล ไม่มีใครเสมอเหมือน เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก พระองค์ทรงประกาศพระสัทธรรมอันเป็นธรรมไม่ตาย เป็นอุดมสุข และสาวกของพระองค์เป็นผู้หมั่นขยัน พ้นทุกข์ ไม่มีอาสวกิเลส"
ครั้นเราได้สดับคำของพ่อค้าเหล่านั้นแล้ว ได้ทำการสักการะพวกพ่อค้า สละราชสมบัติ พร้อมด้วยอำมาตย์เป็นพุทธมามกะ พากันออกเดินทาง ได้พบแม่น้ำมหาจันทานที มีน้ำเต็มเปี่ยมเสมอขอบฝั่ง ทั้งไม่มีท่าน้ำ ไม่มีแพ ข้ามได้ยาก มีกระแสน้ำไหลเชี่ยว เราระลึกถึงพระพุทธคุณแล้ว ก็ข้ามแม่น้ำไปได้โดยสวัสดี
ถ้าพระพุทธองค์ทรงข้ามกระแสน้ำคือภพไปได้ ถึงที่สุดแห่งโลก ทรงรู้แจ้งชัดไซร้ ด้วยสัจจวาจานี้ ก็ขอให้การไปของเราจงสำเร็จ
ถ้ามรรคเป็นเครื่องให้สัตว์ถึงความสงบได้ เป็นเครื่องให้โมกขธรรม เป็นธรรมสงบระงับ นำความสุขมาให้ได้ไซร้ ด้วยสัจวาจานี้ ก็ขอให้การไปของเราจงสำเร็จ
ถ้าพระสงฆ์เป็นผู้ข้ามพ้นหนทางกันดารไปได้ เป็นเนื้อนาบุญอันเยี่ยมไซร้ ด้วยสัจจวาจานี้ ก็ขอให้การไปของเราจงสำเร็จ
พร้อมกับที่เราได้ทำสัจจะอันประเสริฐดังนี้ น้ำได้ไหลหลีกออกไปจากหนทาง
ลำดับนั้น เราได้ข้ามไปขึ้นฝั่งแม่น้ำอันน่ารื่นรมย์ใจได้โดยสะดวก ได้พบพระพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่ เหมือนพระอาทิตย์ที่กำลังอุทัย ดังภูเขาทองที่ลุกโพลง เหมือนไม้ประทีปที่ถูกไฟไหม้โชติช่วง ผู้อันสาวกแวดล้อมเปรียบดังพระจันทร์ที่ประกอบด้วยดวงดาว ยังเทวดาและมนุษย์ให้เพลิดเพลินปานท้าววาสวะ ผู้ยังฝนคือรัตนะให้ตกลง
เราพร้อมด้วยอำมาตย์ถวายบังคมแล้วเฝ้าอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ลำดับนั้น พระพุทธเจ้าทรงทราบอัธยาศัยของเรา ได้แสดงพระธรรมเทศนา เราฟังธรรมอันปราศจากมลทินแล้ว ได้กราบทูลพระพิชิตมารว่า
"ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ขอได้ทรงโปรดให้พวกข้าพระองค์ได้บรรพชาเถิด พวกข้าพระองค์เป็นผู้ลงสู่ภพแล้ว"
พระมหามุนีผู้สูงสุดได้ตรัสว่า
"ท่านทั้งหลายจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว ท่านทั้งหลายจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์เถิด"
พร้อมกันกับพระพุทธดำรัส เราทุกคนล้วนทรงเพศเป็นภิกษุ เราทั้งหลายอุปสมบทแล้ว เป็นภิกษุผู้โสดาบันในพระศาสนา ต่อแต่นั้น พระผู้นำชั้นพิเศษได้เสด็จเข้าพระเชตวันมหาวิหารแล้ว ทรงสั่งสอนเรา เราอันพระพิชิตมารทรงสั่งสอนแล้วได้บรรลุพระอรหัต
ลำดับนั้น เราได้สั่งสอนภิกษุพันรูป แม้พวกเขาทำตามคำสอนของเรา ก็เป็นผู้ไม่มีอาสวะ พระพิชิตมารทรงพอพระทัยในคุณข้อนั้น จึงทรงตั้งเราไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ณ ท่ามกลางมหาชนว่า ภิกษุกัปปินะเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ให้โอวาทแก่ภิกษุ
กรรมที่ได้ทำไว้ในแสนกัป ได้แสดงผลให้เราในครั้งนี้
เราพ้นจากกิเลสดุจดังลูกศรที่พ้นจากแล่ง เราได้เผากิเลสของเราแล้ว เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้หมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่เราได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว"
พระศาสดาทรงอาศัยภิกษุ ๑,๐๐๐ รูปนั้น จึงได้เสด็จไปยังพระเชตวันโดยอากาศ
ต่อมาวันหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามพวกภิกษุผู้เป็นอันเตวาสิกของท่านพระมหากัปปินะนั้นว่า
"ภิกษุทั้งหลาย กัปปินะแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายบ้างไหม"
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า
"ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระเถระไม่แสดง ท่านเป็นผู้ขวนขวายน้อย ประกอบความเพียรอยู่ด้วยความสุขในทิฏฐธรรมอยู่ ไม่ยอมให้แม้เพียงแต่โอวาท"
พระศาสดาจึงทรงให้เรียกหาพระเถระมาแล้ว ตรัสถามว่า
"กัปปินะ ได้ยินว่าเธอไม่ยอมให้แม้เพียงโอวาทแก่พวกอันเตวาสิก จริงไหม"
พระเถระกราบทูลว่า
"จริง พระพุทธเจ้าข้า"
"เธออย่าทำอย่างนั้น ตั้งแต่วันนี้ไป เธอจงแสดงธรรมแก่พวกภิกษุผู้เข้าไปหาแล้ว"
พระเถระรับพระดำรัสพระศาสดา ด้วยเศียรเกล้าว่า
"ดีละ พระพุทธเจ้าข้า"
แล้วได้ทำให้พระสมณะ ๑,๐๐๐ รูป ดำรงอยู่ในพระอรหัตด้วยโอวาทเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ด้วยเหตุนั้น พระศาสดาเมื่อจะตั้งตำแหน่งพระเถระผู้สาวกของพระองค์ตามลำดับ จึงทรงตั้งเธอไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าภิกษุผู้กล่าวสอนภิกษุทั้งหลาย
ต่อมาวันหนึ่ง พระเถระได้กล่าวสอนนางภิกษุณีทั้งหลายว่า
มหากัปปินเถรคาถา
ผู้ใดพิจารณาเห็นแจ้ง หรือแสวงหาประโยชน์ ย่อมพิจารณาเห็นกิจทั้งสอง คือ สิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์อันยังไม่มาถึงได้ก่อน อมิตรหรือศัตรูของผู้นั้น ซึ่งคอยแสวงหาช่องอยู่ไม่ทันเห็น ผู้นั้นเรียกว่า ผู้มีปัญญา
ผู้ใดเจริญอานาปานสติให้บริบูรณ์ด้วยดีแล้ว อบรมแล้วโดยลำดับ ตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ผู้นั้นย่อมยังโลกนี้ให้สว่างไสว เหมือนพระจันทร์เพ็ญพ้นจากกลีบเมฆ ฉะนั้น
จิตของเราผ่องใสแล้วหนอ อบรมดีแล้ว หาประมาณมิได้ เป็นจิตประคองไว้แล้วเป็นนิตย์ ย่อมยังทิศทั้งปวงให้สว่างไสว
บุคคลผู้มีปัญญาถึงจะสิ้นทรัพย์ ก็ยังมีชีวิตอยู่ได้เป็นแน่แท้ ส่วนบุคคลผู้ไม่มีปัญญา ถึงจะมีทรัพย์ ก็เป็นอยู่ไม่ได้
ปัญญาเป็นเครื่องตัดสินสิ่งที่ตนฟังมาแล้ว เป็นเครื่องเจริญชื่อเสียงและความสรรเสริญ นรชนในโลกนี้ ผู้ประกอบด้วยปัญญา แม้ในเวลาที่ตนตกทุกข์ ก็ย่อมได้รับความสุข
ธรรมนี้มิใช่มีในวันนี้ ไม่ใช่น่าอัศจรรย์ และไม่ใช่ไม่เคยมีมาแล้ว แต่ดูเหมือนเป็นของที่ไม่เคยมีในโลก ซึ่งเป็นที่เกิดที่ตาย เมื่อสัตว์ เกิดมาแล้ว ก็มีความเป็นอยู่กับความตายแน่แท้ สัตว์ที่เกิดมาแล้วๆ ในโลกนี้ย่อมตายไปทั้งนั้น เพราะสัตว์ทั้งหลาย มีอย่างนี้เป็นธรรมดา
ชีวิตอันใดเป็นประโยชน์แก่บุรุษเหล่าอื่น ชีวิตอันนั้นย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ตายไปแล้ว อันการร้องไห้ถึงผู้ที่ตายไปแล้ว ย่อมไม่ทำให้เกิดผล ไม่ทำให้เกิดความสรรเสริญ สมณะและพราหมณ์ไม่สรรเสริญเลย
การร้องไห้ย่อมเบียดเบียนจักษุและร่างกาย ทำให้เสื่อมวรรณะ กำลัง และความคิด ชนทั้งหลายผู้เป็นข้าศึก ย่อมมีจิตยินดี ส่วนชนผู้เป็นมิตรก็พลอยเป็นทุกข์ไปด้วย
เพราะฉะนั้น บุคคลพึงปรารถนาท่านผู้เป็นนักปราชญ์ เป็นพหูสูต ให้อยู่ในสกุลของตน เพราะกิจทุกอย่างจะสำเร็จได้ก็ด้วยกำลังปัญญาของท่านที่เป็นนักปราชญ์และเป็นพหูสูตเท่านั้น เหมือนบุคคลข้ามแม่น้ำอันเต็มฝั่งด้วยเรือ ฉะนั้น
พระเถระ ครั้นกล่าวสอนธรรมแก่นางภิกษุณีเหล่านั้นอย่างนี้แล้ว จึงหยุดเทศนา
นางภิกษุณีเหล่านั้นตั้งอยู่ในโอวาทของพระเถระบรรเทาความเศร้าโศกแล้ว ปฏิบัติโดยแยบคายอยู่ ทำประโยชน์ของตนให้บริบูรณ์ได้แล้วแล
อ้างอิง :
มหากัปปินเถราปทาน บุพจริยาของพระมหากัปปีนเถระ พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๓๓ ข้อที่ ๑๒๓
มหากัปปินเถรคาถา คาถาสุภาษิตของพระมหากัปปินเถระ พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๒๖ ข้อที่ ๓๗๒
และอรรกถา

