8-03 ทรงโปรดมาคัณฑิยพราหมณ์



ทิวทัศน์อินเดียชนบท (2012)

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กรุงสาวัตถี ในเวลาใกล้รุ่ง ทรงตรวจดูโลกด้วยทิพยจักษุ ทรงเห็นอุปนิสัยพระอรหัตของมาคันทิยพราหมณ์พร้อมกับภรรยา ชาวกัมมาสธัมมนิคม แคว้นกุรุ ทันใดนั้นเองได้เสด็จไป ณ ที่นั้น ทรงเปล่งพระรัศมีสีทอง ประทับนั่ง ณ ไพรสณฑ์แห่งหนึ่งไม่ไกลกัมมาสธัมมนิคม ขณะนั้นแม้มาคันทิยพราหมณ์ก็ได้ไป ณ นิคมนั้นเพื่อล้างหน้า เห็นรัศมีสีทองคิดว่า นี่อะไร

เขามองดูข้างโน้นข้างนี้ เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ดีใจ นัยว่า ธิดาของพราหมณ์นั้นก็มีผิวเหมือนทองด้วย บรรดาขัตติยกุมารเป็นต้นเป็นอันมากพากันขอนางนั้น ก็ไม่ได้ พราหมณ์ตั้งความมุ่งหมายไว้ว่าจักยกธิดาให้แก่สมณะผู้มีผิวคล้ายทองเท่านั้น พราหมณ์เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว เกิดความคิดขึ้นว่าสมณะนี้มีผิวเหมือนธิดาของเรา เราจะยกธิดาของเราให้สมณะนี้

เพราะฉะนั้น เมื่อพราหมณ์เห็นจึงดีใจ รีบไปเรือนบอกกะนางพราหมณีว่า

"แม่มหาจำเริญ ฉันเห็นชายผิวทองเหมือนลูกสาวแล้ว แม่นางจงแต่งตัวลูกสาวเถิด เราจะยกให้สมณะนั้น"

เมื่อนางพราหมณีเอาน้ำหอมอาบลูกสาว แล้วตกแต่งด้วยผ้าดอกไม้และเครื่องประดับเป็นต้นอยู่นั้นเอง จนถึงเวลาภิกขาจารของพระผู้มีพระภาคเจ้า

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังกัมมาสธัมมนิคม พราหมณ์และพราหมณีก็พาธิดาไปถึงที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง ณ ที่นั้น นางพราหมณีไม่เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า เหลียวดูข้างโน้นข้างนี้ ได้เห็นแต่เครื่องลาดหญ้าที่ปูไว้เป็นที่ประทับนั่งของพระผู้มีพระภาคเจ้า นางพราหมณีจึงกล่าวกะพราหมณ์ว่า

"พ่อพราหมณ์ นี่เครื่องลาดหญ้า ปูไว้สำหรับสมณะนั้นหรือ"

มาคันทิยพราหมณ์ กล่าวตอบว่า

"ถูกแล้ว"

"พ่อพราหมณ์ ถ้าเช่นนั้นการมาของเราไม่สำเร็จสมประสงค์เสียแล้ว"

"เพราะอะไรเล่า แม่"

"พ่อพราหมณ์จงดูซิ ปูหญ้ายังเรียบร้อย นี่ไม่ใช่สิ่งที่ผู้บริโภคกามจะใช้สอย"

"แม่ เมื่อเราแสวงหาสิ่งเป็นมงคล แม่อย่าได้พูดถึงสิ่งไม่เป็นมงคลเลย"

นางพราหมณีเที่ยวเดินไปข้างโน้น ข้างนี้อีก เห็นรอยพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงกล่าวกะพราหมณ์ว่า

"พ่อพราหมณ์จงดูรอยเท้านั้นซิ ผู้นี้ไม่ใช่ผู้หมกมุ่นในกามเลย"

"แม่รู้ได้อย่างไร"

"นางเมื่อจะแสดงความรู้ของตนจึงกล่าวว่า"

"เป็นความจริง เท้าของคนกำหนัดเป็นเท้ากระโหย่ง เท้าของคนโทสะ เป็นเท้าขย่ม เท้าของคนโมหะลงส้น เท้าเช่นนี้เป็นเท้าของผู้มีกิเลสเพียงดังหลังคาเปิดแล้ว"

กถานี้ยังไม่ชัดเจนแก่พราหมณ์และนางพราหมณีนั้น ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยพระกระยาหารเสร็จแล้ว ได้เสด็จมายังไพรสณฑ์นั้น นางพราหมณีเห็นพระรูปของพระผู้มีพระภาคเจ้างดงามด้วยพระลักษณะอันเลิศ แวดวงด้วยพระรัศมีวาหนึ่ง จึงกล่าวกะพราหมณ์ว่า

"พ่อพราหมณ์ เห็นสมณะนั้นหรือยัง"

มาคันทิยพราหมณ์กล่าวตอบว่า

"เห็นแล้วแม่"

"สมณะนี้จักไม่บริโภคกามเป็นแน่ เรามาเสียเวลาเสียแล้ว ผู้มีลักษณะอย่างนี้จักบริโภคกาม ข้อนั้นมิใช่ฐานะที่จะมีได้"

เมื่อพราหมณ์และนางพราหมณีสนทนากันอยู่อย่างนี้นั่นเอง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งบนเครื่องลาดที่เป็นหญ้า

ลำดับนั้น พราหมณ์จูงธิดามาด้วยมือซ้าย ถือคนโทน้ำด้วยมือขวา เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ากล่าวว่า

"บรรพชิตผู้เจริญ ท่านก็มีผิวคล้ายทอง ทาริกานี้ก็มีผิวทอง ทาริกานี้จึงสมควรแก่ท่าน ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอยกพาริกานี้ให้เป็นภรรยา เพื่อจะได้เลี้ยงดูกัน"

พราหมณ์เดินตรงเข้าไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยประสงค์จะยกธิดาให้ แล้วได้ยืนอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทำเป็นดุจมิได้สนทนากะพราหมณ์ แต่สนทนากับคนอื่นได้ตรัสว่า

"ความพอใจในเมถุนธรรม ไม่ได้มีแก่เราเพราะได้เห็นนางตัณหานางอรดีและนางราคาเลย ความพอใจในเมถุนธรรมอย่างไรจักมีเพราะได้เห็นสรีระแห่งธิดาของท่านอันเต็มไปด้วยมูตรและคูถเล่า เราไม่ปรารถนาจะถูกต้องสรีระแห่งธิดาของท่านนั้นแม้ด้วยเท้า"

นางมาคัณฑิยาคิดว่า ธรรมดาคนที่ไม่ต้องการ พูดปฏิเสธว่า อย่าเลย เท่านี้ก็ควร แต่บรรพชิตผู้นี้ ทำสรีระของเราให้เป็นที่เต็มไปด้วยอุจจาระปัสสาวะ แล้วยังพูดว่าแม้แต่เท้า ก็ไม่ปรารถนาจะแตะต้อ เราเมื่อได้ตำแหน่งยิ่งใหญ่ตำแหน่งหนึ่ง จักดูจุดจบของบรรพชิตนั้น นางได้ผูกอาฆาตไว้

พระศาสดามิได้ทรงใส่พระทัยนาง พราหมณ์กล่าวต่อว่า

"ถ้าพระองค์ไม่ทรงปรารถนานางแก้วเช่นนี้ที่พระราชาผู้เป็นจอมนระเป็นอันมากทรงปรารถนากันแล้วไซร้ พระองค์ตรัสทิฏฐิ ศีล พรต ชีวิต และการเข้าถึงภพของพระองค์เช่นไรหนอ"

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

"ดูกรมาคันทิยะ กิจที่เราวินิจฉัยในธรรม คือ ทิฐิ ๖๒ แล้วจึงยึดถือเอาว่า เรากล่าวทิฐินี้ว่า ข้อนี้เท่านั้นจริง ข้ออื่นเปล่า ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เรา และเราเห็นโทษในทิฐิทั้งหลายอยู่ ไม่ได้ยึดถือทิฐิอะไร ๆ เมื่อค้นคว้าสัจจะทั้งหลาย ก็ได้เห็นนิพพานกล่าวคือความสงบ ณ ภายใน"

"ทิฐิเหล่าใดที่สัตว์ทั้งหลายได้วินิจฉัยกำหนดไว้แล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นมุนี พระองค์ไม่ได้ยึดถือทิฐิเหล่านั้นเลย ตรัสเนื้อความนี้ได้ว่าความสงบ ณ ภายใน เนื้อความนั้นอันนักปราชญ์ทั้งหลายประกาศไว้อย่างไรหนอ ขอพระองค์จงตรัสบอกแก่ข้าพระองค์เถิด"

"ดูกรมาคันทิยะ เราไม่ได้กล่าวความบริสุทธิ์ด้วยการเห็น การฟัง การรู้ ทั้งด้วยศีลและพรต เราไม่กล่าวความบริสุทธิ์เว้นจากการเห็น จากการฟัง จากการรู้ จากศีลและพรต ก็บุคคลสละธรรมเป็นไปในฝ่ายดำมีทิฏฐิเป็นต้นเหล่านี้แล้ว ไม่ถือมั่น เป็นผู้สงบ ไม่อาศัยธรรมอะไรแล้วไม่พึงปรารถนาภพ"

"ได้ยินว่า ถ้าพระองค์ไม่ตรัสความบริสุทธิ์ด้วยการเห็น การฟัง การรู้ ทั้งศีลและพรต พระองค์ไม่ตรัสความบริสุทธิ์ เว้นจากการเห็น จากการฟัง จากการรู้ จากศีลและพรต ข้าพระองค์ย่อมสำคัญธรรมเป็นที่งงงวยทีเดียว ด้วยว่า ชนบางพวกยังเชื่อความบริสุทธิ์ด้วยการเห็น"

"ดูกรมาคันทิยะ ก็ท่านอาศัยการเห็น ถามอยู่บ่อยๆ  ได้ถึงความหลงใหลไปในทิฏฐิที่ท่านยึดมั่นแล้ว และท่านก็ไม่ได้เห็นสัญญาแม้แต่น้อยแต่ความสงบ ณ ภายในที่เรากล่าวแล้วนี้ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงตั้งอยู่โดยความเป็นผู้หลง

ผู้ใดย่อมสำคัญด้วยมานะหรือด้วยทิฎฐิว่า เราเป็นผู้เสมอเขา วิเศษกว่าเขา หรือเลวกว่าเขา ผู้นั้นพึงวิวาทเพราะมานะหรือทิฏฐินั้น ผู้ใดไม่หวั่นไหวในการถือตัวว่า เสมอเขา วิเศษกว่าเขาดังนี้เป็นต้น ผู้นั้นย่อมไม่มีการวิวาท

บุคคลผู้มีมานะและทิฐิอันละได้แล้วนั้นชื่อว่าเป็นพราหมณ์ จะพึงกล่าวอะไรว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริง หรือจะพึงวิวาทเพราะมานะหรือทิฏฐิอะไรว่า ของเราจริง ของท่านเท็จ

อนึ่ง ความสำคัญว่าเสมอเขาหรือว่าไม่เสมอเขาย่อมไม่มีในผู้ใด ผู้นั้นจะพึงโต้ตอบวาทะกับใคร ๆ

มุนีละอาลัยได้แล้ว ไม่ระลึกถึงอารมณ์เครื่องกำหนดหมาย ไม่กระทำความสนิทสนมในชาวบ้าน เป็นผู้สงัดจากกามทั้งหลาย ไม่ทำอัตภาพให้เกิดต่อไป ไม่พึงกล่าวถ้อยคำแก่งแย่งกับคน

บุคคลผู้ประเสริฐ สงัดแล้วจากธรรมมีทิฐิเป็นต้นเหล่าใด พึงเที่ยวไปในโลก ไม่พึงถือเอาธรรมมีทิฐิเป็นต้นเหล่านั้นขึ้นกล่าว

มุนีผู้มีถ้อยคำสงบ ไม่กำหนัดยินดี ไม่ติดอยู่ในกามและในโลก เหมือนดอกปทุม มีก้านเป็นหนาม เกิดในน้ำโคลนตม ไม่ติดอยู่ด้วยน้ำและโคลนตม ฉะนั้น

บุคคลผู้ถึงเวทคือ มรรค ๔ เป็นผู้ไม่ดำเนินไปด้วยทิฏฐิ บุคคลนั้นไม่กลับมาสู่มานะด้วยการทราบ อันต่างด้วยอารมณ์ มีรูปที่ได้ทราบแล้วเป็นต้น บุคคลนั้นไม่เป็นผู้สำเร็จแล้วด้วยตัณหา มานะ และทิฏฐินั้น บุคคลนั้น แม้กรรมและสุตะพึงนำไปไม่ได้ บุคคลนั้นอันสิ่งใดสิ่งหนึ่งน้อมนำเข้าไปไม่ได้แล้วในนิเวศน์ คือ ตัณหาและทิฐิ

กิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งหลาย ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้คลายสัญญาได้แล้ว ความหลงทั้งหลาย ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้หลุดพ้นแล้วด้วยปัญญา ชนเหล่าใดยึดถือกามสัญญาและทิฎฐิ ชนเหล่านั้นกระทบกระทั่งกันและกันเที่ยวไปอยู่ในโลก"

เมื่อจบเทศนา สองสามีภริยาก็ดำรงอยู่ในอนาคามิผล แล้วดำริว่าบัดนี้เราไม่ต้องการครองเรือนแล้ว

พวกเขาจึงให้มาคัณฑิยพราหมณ์ผู้เป็นอารับธิดาไว้ ทั้งสองคนก็บวช แล้วได้บรรลุพระอรหัต

 

 

อ้างอิง :
มาคันทิยสูตร พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๒๕ ข้อที่ ๔๑๖ และอรรถกถา