1-25 พระเจ้าพิมพิสารบรรลุโสดาบันพร้อมคฤหบดีและพราหมณ์ ๑๒ นหุต

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ตำบลคยาสีสะตามพระพุทธาภิรมย์แล้วเสด็จจาริกไปโดยมรรคาอันจะไปสู่พระนครราชคฤห์พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่จำนวน ๑,๐๐๐ รูป ล้วนเป็นปุราณชฎิล เมื่อเสด็จจาริกโดยลำดับถึงพระนครราชคฤห์แล้ว ทราบว่า พระองค์ประทับอยู่ใต้ต้นไทรชื่อ สุประดิษฐเจดีย์ ในสวนตาลหนุ่ม เขตพระนครราชคฤห์นั้น

1-26 ท้าวสักกะกล่าวคาถาสดุดีพระผู้มีพระภาค

หลังจากนั้น พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชรับสั่งให้ตกแต่งของเคี้ยวของฉันอันประณีตโดยผ่านราตรีนั้น แล้วให้เจ้าพนักงานไปกราบทูลภัตตกาลแด่พระผู้มีพระภาคว่า “ถึงเวลาแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ภัตตาหารเสร็จแล้ว”

1-27 พระเจ้าพิมพิสารถวายสวนเวฬุวัน

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จพระพุทธดำเนินไปสู่พระราชนิเวศน์ของพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช ครั้นถึงแล้ว ประทับนั่งเหนือพระพุทธอาสน์ที่เขาจัดถวายพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชทรงอังคาสภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วยขาทนียโภชนียาหารอันประณีตด้วยพระหัตถ์ของพระองค์ จนให้พระผู้มีพระภาคเสวยเสร็จ

1-28 ติโรกุฑฑสูตร การอุทิศบุญแก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว

พระผู้มีพระภาคทรงแสดงติโรกุฑฑสูตรแก่พระเจ้าพิมพิสารว่า "เปรตทั้งหลายมาสู่เรือนของตน ยืนอยู่ภายนอกฝาเรือน ทาง ๔ แพร่ง ทาง ๓ แพร่ง และใกล้บานประตู เมื่อข้าว น้ำ ของเคี้ยวและของบริโภคเป็นอันมากที่ญาติทั้งหลายตั้งไว้แล้ว ญาติไรๆ ของเปรตเหล่านั้นระลึกไม่ได้ เพราะกรรมของสัตว์เหล่านั้นเป็นเหตุ ศาลาไทยในสวนเวฬุวัน

1-29 สารีบุตรและโมคคัลลานปริพาชกได้ดวงตาเห็นธรรม

ก็โดยสมัยนั้น สญชัยปริพาชกอาศัยอยู่ในพระนครราชคฤห์พร้อมด้วยปริพาชกบริษัทหมู่ใหญ่จำนวน ๒๕๐ คน สารีบุตรปริพาชก โมคคัลลานะปริพาชก ประพฤติพรหมจรรย์อยู่ในสำนักสญชัยปริพาชก ท่านทั้งสองได้ทำกติกากันไว้ว่า ผู้ใดบรรลุอมตธรรมก่อน ผู้นั้นจงบอกแก่อีกคนหนึ่ง วันหนึ่งในเวลาเช้า สารีบุตรปาริพาชกได้เห็นท่านพระอัสสชิกำลังเที่ยวบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์

1-30 สารีบุตรและโมคคัลลานะปริพาชกอุปสมบท

สองสหายอำลาอาจารย์ ครั้งนั้น โมคคัลลานปริพาชกได้กล่าวชักชวนสารีบุตรปริพาชกว่า “ผู้มีอายุ เราพากันไปสำนักพระผู้มีพระภาคเถิด เพราะพระผู้มีพระภาคนั้น เป็นพระศาสดาของเรา” สารีบุตรปริพาชกกล่าวว่า “ผู้มีอายุ ปริพาชก ๒๕๐ คน นี้อาศัยเรา เห็นแก่เรา จึงอยู่ในสำนักนี้ เราจงบอกกล่าวพวกนั้นก่อน พวกนั้นจักทำตามที่เข้าใจ” มหาวิทยาลัยนาลันทา

1-31 ชาวมคธติเตียนสมณะเชื้อสายศากยบุตร

พวกกุลบุตรชาวมคธที่มีชื่อเสียงพากันประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค ประชาชนพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า พระสมณะโคดมปฏิบัติเพื่อให้ชายไม่มีบุตร พระสมณโคดมปฏิบัติเพื่อให้หญิงเป็นหม้าย พระสมณโคดมปฏิบัติเพื่อตัดสกุล บัดนี้ พระสมณโคดมให้ชฎิลพันรูปบวชแล้ว และให้ปริพาชกศิษย์ของท่านสญชัย ๒๕๐ คนนี้บวชแล้ว

1-32 พระโมคคัลลานสำเร็จอรหัตตผล

พระโมคคัลลานะอุปสมบทแล้ว 7 วัน พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ป่าเภสกลามิคทายวัน ใกล้สุงสุมารคีรนคร แคว้นภัคคะ ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ทอดพระเนตรเห็นท่านพระมหาโมคคัลลานะนั่งโงกง่วงอยู่ ณ บ้านกัลลวาลมุตตคาม แคว้นมคธ ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุมนุษย์ ครั้นแล้ว ทรงหายจากเภสกลามิคทายวัน ใกล้สุงสุมารคีรนคร แคว้นภัคคะ

1-33 พระสารีบุตรสำเร็จอรหัตตผล

หลังจากพระสารีบุตรอุปสมบทได้ ๑๕ วัน พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ถ้ำสูกรขาตา เขาคิชฌกูฏ เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ปริพาชกชื่อทีฆนขะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูลว่า หลังจากพระสารีบุตรอุปสมบทได้ ๑๕ วัน

1-34 ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ณ เวฬุวันมหาวิหาร

วันที่ท่านพระสารีบุตรบรรลุอรหัตตผลนั้น ในเวลาบ่ายมีการประชุมสงฆ์ที่เรียกว่า จาตุรงคสันนิบาต ณ พระเวฬุวันวิหาร อันประกอบด้วยองค์ ๔ คือ เป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ อยู่ในมาฆฤกษ์ ที่มีภิกษุ ๑,๒๕๐ รูปมาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย ซึ่งภิกษุที่ร่วมประชุมล้วนเป็นพระอรหันตขีณาสพ ผู้ได้อภิญญา 6 และเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทาที่พระพุทธองค์ทรงประทานบรรพชาให้

1-35 กาฬุทายีอำมาตย์ทูลนิมนต์พระศาสดาให้เสด็จกรุงกบิลพัสดุ์

ในที่สุดพระเจ้าสุทโธทนะจึงส่งกาฬุทายีอำมาตย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสหชาติของพระพุทธองค์ เป็นผู้ไปทูลนิมนต์พระศาสดา เมื่อกาฬุทายีพร้อมทั้งบริวารได้ฟังพระธรรมเทศนาแล้ว ก็ได้บรรลุอรหัตตผล ดำรงอยู่ในความเป็นเอหิภิกขุเช่นเดียวกัน ครั้นในวันเพ็ญเดือน ๔ พระกาฬุทายีเถระคิดว่าพืชผลของชาวบ้านต่างเก็บเกี่ยวเรียบร้อยแล้วสะดวกแก่การเดินทาง

1-46 อนาถบิณฑิกคหบดีเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าครั้งแรก

อนาถบิณฑิกคหบดีเป็นน้องเขยของราชคหเศรษฐี ครั้งนั้น อนาถบิณฑิกคหบดีไปเมืองราชคฤห์ด้วยกรณียกิจบางอย่าง สมัยนั้น ราชคหเศรษฐีนิมนต์พระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข เพื่อฉันในวันรุ่งขึ้น จึงได้สั่งทาสและกรรมกรทั้งหลายว่า “พนาย พวกท่านจงลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ ต้มข้าว หุงข้าว ต้มแกง จงช่วยกันจัดหาอาหารที่มีรสอร่อย” บ้านท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เมืองสาวัตถี

1-47 อนาถบิณฑิกคหบดีสำเร็จโสดาบัน

สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จลุกขึ้นจงกรมในที่แจ้ง ณ เวลาปัจจุสสมัยแห่งราตรี ได้ทอดพระเนตรเห็นอนาถบิณฑิกคหบดีนั้นเดินมาแต่ไกลเทียว ครั้นแล้ว ได้เสด็จลงจากที่จงกรมประทับนั่งเหนืออาสนะที่ปูลาดไว้ แล้วตรัสกะอนาถบิณฑิกคหบดีว่า บริเวณป่าสีตวัน นครราชคฤห์

2-06 พระเจ้าพิมพิสารส่งบรรณาการถวายพระเจ้าปุกกุสาติ

ครั้นเมื่อพระเจ้าพิมพิสารเสวยราชสมบัติในพระนครราชคฤห์ในมัชฌิมประเทศ พระเจ้าปุกกุสาติเสวยราชสมบัติในพระนครตักกศิลา ในปัจจันตประเทศ ครั้งนั้น พ่อค้าทั้งหลายต่างก็เอาสินค้าจากพระนครตักกศิลามาสู่พระนครราชคฤห์ นำบรรณาการไปถวายแด่พระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าพิมพิสารตรัสถามพ่อค้าเหล่านั้น ผู้ยืนถวายบังคมว่า

2-08 แม่โคปลิดชีพพระเจ้าปุกกุสาติ

ลำดับนั้นแล ท่านปุกกุสาติทราบแน่นอนว่าพระศาสดา พระสุคตพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาถึงแล้วโดยลำดับ จึงลุกจากอาสนะทำจีวรเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ซบเศียรลงแทบพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาค แล้วทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า ตโปทาราม นครราชคฤห์

3-01 ท้าวสักกะถวายบิณฑบาตแด่พระมหากัสสปะ

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน ใกล้พระนครราชคฤห์ ก็สมัยนั้นแล ท่านพระมหากัสสปนั่งเข้าสมาธิอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่โดยบัลลังก์เดียวที่ถ้ำปิปผลิคูหา สิ้น ๗ วัน ครั้นพอล่วง ๗ วันนั้นไป ท่านพระมหากัสสปก็ออกจากสมาธินั้น ได้มีความคิดว่า ถ้ำปิปผลิคูหา

3-02 ท้าวสักกะและเทวดาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ ถ้ำอินทสาละ

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในถ้ำอินทสาละ ณ เวทิยกบรรพต ด้านทิศอุดรแห่งพราหมณคาม ชื่ออัมพสัณฑ์ อันตั้งอยู่ด้านทิศปราจีนแห่งพระนครราชคฤห์ ในแคว้นมคธ ก็สมัยนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพได้บังเกิดความขวนขวายเพื่อจะเฝ้าพระผู้มีพระภาค ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมเทพได้ทรงคิดว่า “บัดนี้ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ ที่ไหนหนอ”

3-03 ปัญหาของท้าวสักกะ : ท้าวสักกะบรรลุโสดาบันพร้อมเทวดาแปดหมื่น

ท้าวสักกะได้ทูลต่อพระพุทธองค์ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ขอประทานพระวโรกาส พวกข้าพระองค์ก็มาเพื่อบรรลุธรรมนั้น หากพระองค์ทรงกระทำโอกาสแล้ว จะขอทูลถามปัญหา” ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงคิดว่า ทิวทัศน์จากถ้ำอินทสาละ

4-01 กำเนิดชีวกโกมารภัจจ์

โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น พระนครเวสาลีเป็นเมืองมั่งคั่ง กว้างขวาง มีคนมาก มีคนคับคั่ง และมีอาหารหาได้ง่าย มีปราสาท ๗,๗๐๗ หลัง มีเรือนยอด ๗,๗๐๗ หลัง นครราชคฤห์

4-02 พระเทวทัตปรารถนาลาภสักการะ

ครั้งนั้น พระเทวทัตหลีกเร้นอยู่ในที่สงัด เกิดความปริวิตกแห่งจิตอย่างนี้ว่า “เราจะพึงยังใครหนอให้เลื่อมใส เมื่อผู้ใดเลื่อมใสต่อเราแล้ว ลาภสักการะเป็นอันมากจะพึงเกิดขึ้น ป้ายแสดงสถานที่สำคัญบนเขาคิชฌกูฏ

4-03 ทรงปรารภพระเทวทัต - โทษของลาภสักการะ

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ เขตพระนครราชคฤห์ ทรงปรารภพระเทวทัต ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า "ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและชื่อเสียง เกิดแก่เทวทัต เพื่อฆ่าตนเอง เพื่อความเสื่อม" พระคันธกุฏี เขาคิชฌกูฎ

4-04 ทรงให้พระอานนท์แต่งจีวรภิกษุเป็นรูปคันนา

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในพระนครราชคฤห์ตามพระพุทธาภิรมย์แล้ว เสด็จพระพุทธดำเนินไปทางทักขิณาคิรีชนบท พระองค์ทอดพระเนตรเห็นนาของชาวมคธ ซึ่งเขาพูนดินขึ้นเป็นคันนาสี่เหลี่ยม พูนคันนายาวทั้งด้านยาวและด้านกว้าง พูนคันนาคั่นในระหว่าง ๆ ด้วยคันนาสั้น ๆ พูนคันนาเชื่อมกันดังทาง ๔ แพร่ง ตามที่ซึ่งคันนากับคันนาผ่านตัดกันไป ทักขิณาคิรีชนบท

4-05 ทรงอนุญาตไตรจีวร

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระนครราชคฤห์ ตามพระพุทธาภิรมย์แล้ว เสด็จพระพุทธดำเนินไปทางพระนครเวสาลี พระองค์เสด็จพระพุทธดำเนินทางไกล ระหว่างพระนครราชคฤห์ และระหว่างพระนครเวสาลีต่อกัน ได้ทอดพระเนตรเห็นภิกษุหลายรูป หอบผ้าพะรุงพะรัง ทัศนียภาพเมืองเวสาลี