1-03 พระโพธิสัตว์เจริญวัยและออกผนวช

ตระกูลพระญาติแปดหมื่นตระกูลประชุมกันในมงคลสถานแล้ว พระญาติองค์หนึ่งๆ ได้อนุญาตบุตรคนหนึ่ง ๆ ว่า พระราชกุมารนี้จะเป็นพระพุทธเจ้าหรือเป็นพระราชาก็ตาม พวกเราจักให้บุตรคนละคน ถ้าแม้จักได้เป็นพระพุทธเจ้า จักเป็นผู้อันหมู่ขัตติยสมณะห้อมล้อมเที่ยวไป ถ้าแม้จักเป็นพระราชา จักเป็นผู้อันขัตติยกุมารห้อมล้อม กระทำไว้ในเบื้องหน้าเที่ยวไป

1-36 พระศาสดาเสด็จกรุงกบิลพัสดุ์

เมื่อพระศาสดาเสด็จถึงกรุงกบิลพัสดุ์แล้วได้ประทับที่นิโครธาราม แต่เหล่าศากยะวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ยังถือว่าตนสูงวัยกว่าจึงไม่ยอมถวายบังคม พระพุทธองค์ทรงทราบอัธยาศัยของเหล่าพระญาติ จึงทรงทำปาฏิหาริย์ราวกับว่าจะทรงโปรยธุลีพระบาทลงบนเศียรแห่งพระญาติเหล่านั้น พระเจ้าสุทโธทนะเห็นอัศจรรย์ดังนั้นจึงตรัสว่า ภายในโบราณสถานนครกบิลพัสดุ์

1-37 พระเจ้าสุทโธทนะสำเร็จสกทาคามี พระนางมหาปชาบดีโคตมีสำเร็จโสดาบัน

วันที่สอง พระพุทธองค์จึงเสด็จเข้าไปบิณฑบาตในกรุงกบิลพัสดุ์ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ พระเจ้าสุทโธทนะทรงทราบจึงรีบเสด็จไปทรงห้าม ด้วยว่าไม่เคยมีกษัตริย์องค์ใดเคยออกไปเที่ยวภิกขาจารเช่นนี้ พระพุทธองค์จึงตรัสพระคาถาว่า วันที่สอง พระพุทธองค์จึงเสด็จเข้าไปบิณฑบาตในกรุงกบิลพัสดุ์ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่

1-38 พระนางยโสธาราสำเร็จโสดาบัน

ในเวลาเสร็จภัตกิจ เหล่าสนมกำนัลพากันเข้าไปเฝ้าพระศาสดา มีพระนางยโสธราเพียงพระองค์เดียวที่มิได้เสด็จไปเฝ้า แล้วกล่าวว่า “หากพระพุทธองค์ทรงเห็นความดีของเรา ก็จะเสด็จมาเอง” พระศาสดาจึงเสด็จไปยังปราสาทของพระนาง พร้อมกับพระอัครสาวกทั้งสอง ทรงให้พระพุทธบิดารับบาตร และตรัสกับพระอัครสาวกทั้งสองว่า “มารดาของราหุลมีคุณแก่เรามาก

1-39 เจ้าชายนันทะบรรพชา

ในวันที่สี่ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จกลับมายังกรุงกบิลพัสดุ์นั้น พระญาติทั้งหลายได้กระทำมงคล ๓ ประการคือ อาภรณ์มงคล อภิเษกมงคล และอาวาหมงคลแก่เจ้าชายนันทะซึ่งเป็นพระอนุชาต่างพระชนนี พระศาสดารับนิมนต์พร้อมภิกษุ ๕๐๐ รูป เมื่อเสวยภัตตาหารเสร็จ ทรงอนุโมทนาแล้วได้ทรงประทานบาตรในพระหัตถ์แก่นันทกุมาร สระน้ำภายในกำแพงเมืองกรุงกบิลพัสดุ์

1-40 ราหุลกุมารบรรพชา

วันที่เจ็ด ครั้นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงอันตรวาสกแล้ว ทรงถือบาตรจีวร เสด็จพระพุทธดำเนินไปสู่พระราชนิเวศน์ของพระเจ้าสุทโธทนศากยะ ครั้นแล้ว ประทับนั่งเหนือพระพุทธอาสน์ที่เขาปูลาดถวาย ครั้งนั้น พระเทวีราหุลมารดาได้มีพระเสาวนีย์แก่ราหุลกุมารว่า “ดูกรราหุล พระสมณะนั้นเป็นบิดาของเจ้า เจ้าจงไปทูลขอทรัพย์มรดกต่อพระองค์”

1-41 พระเจ้าสุทโธทนะสำเร็จอนาคามี

ในวันที่แปด พระพุทธองค์ทรงปรารภถึงเรื่อง ความเป็นผู้ไม่ทรงเชื่อง่ายของพระพุทธบิดาในพระราชนิเวศน์ ครั้งนั้น พระเจ้าสุทโธทนมหาราชถวายข้าวยาคูและของเคี้ยวแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุ ๒๐,๐๐๐ เป็นบริวาร ในพระราชนิเวศน์ของพระองค์ เมื่อทรงกระทำสัมโมทนียกถาในระหว่างภัต พระเจ้าสุทโธทนมหาราชได้ตรัสกับพระผู้มีพระภาคว่า

1-42 อนุรุทธกุมารเสวยขนมไม่มี

ก็เจ้าอนุรุทธกุมารนั้นเป็นกษัตริย์ผู้สุขุมาล มีโภคะสมบูรณ์ แม้คำว่า "ไม่มี" พระองค์ก็ไม่เคยทรงสดับ เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์นั้น ในวันหนึ่งเมื่ออนุรุทธกุมารและพระสหายทั้ง ๕ พระองค์ ทรงเล่นกีฬาลูกขลุบอยู่ เจ้าอนุรุทธะทรงปราชัยด้วยขนมแล้ว ส่งคนไปเพื่อต้องการขนม คราวนั้น พระมารดาของท่านทรงจัดขนส่งไป พระกุมารทั้งหกเสวยแล้วทรงเล่นกันอีก

1-43 ศากยกุมารสนทนาถึงที่เกิดแห่งภัตตาหาร

ในครั้งสมัยยังทรงพระเยาว์นั้น พระกุมาร ๓ องค์ คือ กิมพิลกุมาร ภัททิยกุมาร และอนุรุทธกุมาร ได้สนทนากันถึงที่เกิดแห่งภัตตาหารว่า “ชื่อว่าภัตเกิดขึ้นที่ไหน” กิมพิลกุมาร รับสั่งว่า “เกิดขึ้นในฉาง” ครั้งนั้น ภัททิยกุมาร ตรัสค้านกิมพิลกุมารนั้นว่า “ท่านยังไม่ทราบที่เกิดแห่งภัต ชื่อว่าภัต ย่อมเกิดขึ้นที่หม้อข้าว” ภายในบริเวณกรุงกบิลพัสดุ์

1-44 อนุรุทธศากยะสนทนาเรื่องการงาน

โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ที่อนุปิยนิคมของพวกเจ้ามัลละ ครั้งนั้น พวกศากยกุมารที่มีชื่อเสียงออกผนวชตามพระผู้มีพระภาค ผู้ทรงผนวชแล้ว สมัยนั้น มหานามศากยะและอนุรุทธศากยะ ทั้ง ๒ เป็นพี่น้องกัน อนุรุทธศากยะเป็นสุขุมาลชาติ เธอมีประสาท ๓ หลัง คือ สำหรับอยู่ในฤดูหนาวหลัง ๑ สำหรับอยู่ในฤดูร้อนหลัง ๑ สำหรับอยู่ในฤดูฝนหลัง ๑

4-07 พระมหาปชาบดีโคตมีถวายจีวร

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารนิโครธาราม เขตพระนครกบิลพัสดุ์ ในสักกชนบท สมัยนั้นแล พระนางมหาปชาบดีโคตมีทรงถือผ้าห่มคู่หนึ่ง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ แล้วถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พอประทับนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาค ดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ผ้าใหม่คู่นี้

4-08 อานิสงส์ของทานเจาะจงผู้รับและสังฆทาน

ดูกรอานนท์ ก็ทักษิณาเป็นปาฏิปุคคลิกมี ๑๔ อย่าง คือ ให้ทานในตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธ นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๑ ให้ทานในพระปัจเจกสัมพุทธ นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๒ ให้ทานในสาวกของตถาคตผู้เป็นพระอรหันต์ นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๓ ป้ายแสดงประวัติสถานที่ที่เชื่อว่าเป็นนิโครธาราม

4-09 ความบริสุทธิ์แห่งทาน

ดูกรอานนท์ ก็ความบริสุทธิ์แห่งทักษิณานี้ มี ๔ อย่าง ๔ อย่างเป็นไฉน ทักษิณาบางอย่างบริสุทธิ์ฝ่ายทายก (ผู้ให้ทาน)

4-10 พระพุทธบิดาสวรรคต

หลังออกพรรษาแล้ว พระผู้มีพระภาคเดินทางไปกรุงกบิลพัสดุ์ เนื่องจากทรงทราบข่าวว่าพระเจ้าสุทโธทนะพุทธบิดาทรงประชวรหนัก เมื่อเสด็จถึงกรุงกบิลพัสดุ์ ได้เสด็จเข้าเยี่ยมพุทธบิดา พระองค์ทรงแสดงธรรมโปรดพระพุทธบิดา เรื่อง อนิจจาทิธรรมสูตร ให้บรรลุอรหันต์ พระเจ้าสุทโธทนะได้ปรินิพพานต่อมาในเวลาไม่นาน สถูปพระธาตุพระเจ้าสุทโธทนะ กรุงกบิลพัสดุ์

4-11 อนิจจาทิธรรมสูตร - ความเป็นอนิจจังของสิ่งทั้งปวง

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงเป็นของไม่เที่ยง สิ่งทั้งปวงที่เป็นของไม่เที่ยง คืออะไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย คือ จักษุ รูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส...เป็นของไม่เที่ยง สถูปพระบรมสารีริกธาตุ เมืองรามคาม

4-12 เจ้าศากยะ-โกลิยะวิวาทกัน

ในสมัยพุทธกาลนั้น ระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์และเมืองโกลิยะ ทั้งสองเมืองนี้ มีแม่น้ำชื่อว่าโรหินี สายเดียวเท่านั้นไหลผ่านลงมา ชนชาวสากิยะและชนชาวโกลิยะจึงทำทำนบกั้นน้ำนั้นร่วมอันเดียวกันแล้วจึงตกกล้า ครั้งหนึ่งในต้นเดือน ๗ ข้าวกล้าเฉาลง พวกกรรมกรของชนชาวนครทั้งสองนั้นจึงประชุมกัน บรรดากรรมกรทั้งสองเมืองนั้น

4-13 ผันทนชาดก - การผูกเวรของหมีและไม้ตะคร้อ

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ ณ กรุงพาราณสี ได้มีบ้านช่างไม้อยู่ภายนอกพระนคร ในบ้านนั้นมีพราหมณ์ช่างไม้ผู้หนึ่ง หาไม้มาจากป่า ทำรถเลี้ยงชีวิต ครั้งนั้น ในหิมวันตประเทศ มีต้นตะคร้อใหญ่ มีหมีตัวหนึ่งเที่ยวหากิน แล้วมานอนที่โคนไม้ตะคร้อนั้น ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง เจดีย์โบราณบริเวณพุทธคยา

4-14 ทุททุภายชาดก - พวกกระต่ายตื่นตูม

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดราชสีห์ เจริญวัยแล้ว อาศัยอยู่ในป่า ก็ในครั้งนั้น มีดงตาลปนกับมะตูมอยู่ในที่ใกล้ทะเล ด้านทิศตะวันตก ในดงตาลนั้น มีกระต่ายตัวหนึ่ง ภาพมุมสูงสวนลุมพินี

4-15 ลฏุกิกชาดก - คติของคนมีเวร

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดช้าง เจริญวัยแล้ว มีร่างกายใหญ่น่าเลื่อมใส เป็นจ่าโขลง มีช้างแปดหมื่นเป็นบริวาร อยู่ในหิมวันตประเทศ พุทธคยาและแม่น้ำเนรัญชรา

4-16 รุกขธรรมชาดก - ต้นไม้โดดเดี่ยวย่อมแพ้ลม

ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี ท้าวเวสสวรรณมหาราชที่ทรงอุบัติพระองค์แรกจุติ (ตาย) ท้าวสักกะทรงตั้งท้าวเวสสวรรณองค์ใหม่ ในคราวเปลี่ยนแปลงท้าวเวสสวรรณนี้ ท้าวเวสสวรรณองค์ใหม่ส่งข่าวไปแก่หมู่เทพยดาว่า สระน้ำใกล้ทางเข้าสวนลุมพินีวัน

4-17 สัมโมทมานชาดก - พินาศเพราะทะเลาะกัน

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชย์สมบัติในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดนกกระจาบ มีนกกระจาบหลายพันเป็นบริวารอยู่ในป่า ในกาลนั้น พรานล่านกกระจาบคนหนึ่งไปยังที่อยู่ของนกกระจาบเหล่านั้น ทำเสียงร้องเหมือนนกกระจาบ เมื่อนกกระจาบเหล่านั้นมารวมกัน ก็ทอดตาข่ายคลุมนกกระจาบเหล่านั้น กดที่ชายรอบ ๆ จับใส่ในกระเช้า แล้วนำไปขายเลี้ยงชีพ

4-18 อัตตทัณฑสูตร - ภัยเกิดจากการป้องกันตนด้วยอาวุธ

พระศาสดาตรัสเทศนา อัตตทัณฑสูตร แก่เจ้าศายะและเจ้าโกลิยะ ว่าดังนี้ ภัยเกิดแล้วแต่อาชญาของตน ท่านทั้งหลายจงเห็นคนผู้ทะเลาะกัน เราจักแสดงความสลดใจ... ตามที่เราได้สลดใจมาแล้ว เราได้เห็นหมู่สัตว์กำลังดิ้นรนอยู่ แม่น้ำโรหิณี เสด็จโปรดพระญาติที่วิวาทกันเพราะแย่งน้ำ

4-19 พระราชกุมารฝ่ายละ ๒๕๐ บรรพชา

พระราชาแม้ทั้งหมดสดับพระธรรมเทศนานั้นแล้ว ก็ทรงเลื่อมใส ปรึกษากันว่า "ถ้าหากว่าพระศาสดาไม่เสด็จมา พวกเราก็จักฆ่าฟันซึ่งกันและกันจนเลือดไหลนองเป็นแม่น้ำ พวกเราได้ชีวิตเพราะอาศัยพระศาสดา ก็ถ้าพระศาสดาจักทรงครอบครองฆราวาส ราชสมบัติในทวีปใหญ่ทั้ง ๔ มีทวีปน้อย ๒,๐๐๐ เป็นบริวารก็จะตกอยู่ในเงื้อมพระหัตถ์ของพระองค์ ริมฝั่งแม่น้ำโรหิณี

4-20 ภิกษุราชกุมาร ๕๐๐ รูป บรรลุโสดาปัตติผล

ครั้นเวลารุ่งเช้า พระองค์จึงทรงนุ่งห่ม ถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปบิณฑบาต ณ เมืองกบิลพัสดุ์ พอเวลาปัจฉาภัตร ก็เสด็จกลับจากบิณฑบาต รับสั่งให้หาภิกษุประมาณ ๕๐๐ เหล่านั้นมาในเวลาเสร็จภัตกิจแล้ว ตรัสถามว่า ครั้นเวลารุ่งเช้า พระองค์จึงทรงนุ่งห่ม ถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปบิณฑบาต ณ เมืองกบิลพัสดุ์ พอเวลาปัจฉาภัตร ก็เสด็จกลับจากบิณฑบาต