2-03 อนาถบิณฑิกคหบดีถวายพระเชตวัน

ท่านอนาถบิณฑิกคหบดีซื้อสวนเจ้าเชตราชกุมารด้วยเงิน ๑๘ โกฏิ ครั้นแล้ว ให้สร้างวิหารอันเป็นที่รื่นรมย์ใจในภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์ด้วยการบริจาคเงินอีก ๑๘ โกฏิ คือ ให้สร้างพระคันธกุฎีเพื่อพระศาสดาในท่ามกลาง ให้สร้างเสนาสนะที่เหลือ เช่น กุฎีเดี่ยว กุฎีคู่ กุฎีทรงกลม ศาลาหลังยาว ศาลาสั้น และปะรำ เป็นต้น พระคันธกุฏี เชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี

2-04 พระเจ้าปเสนทิโกศลเข้าเฝ้าครั้งแรกและแสดงตนเป็นอุบาสก

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลได้เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว จึงได้ทรงปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระคันธกุฏี วิหารเชตวัน

2-05 พระอานนท์บรรลุโสดาบัน

สมัยหนึ่ง ท่านพระปุณณมันตานีบุตรกล่าวสอนพระอานนท์ด้วยโอวาทอย่างนี้ว่า “ดูกรท่านอานนท์ เพราะถือมั่น จึงมีตัณหา มานะ ทิฏฐิว่าเป็นเรา เพราะไม่ถือมั่น จึงไม่มีตัณหา มานะ ทิฏฐิว่าเป็นเรา เพราะถือมั่นอะไรจึงมีตัณหา มานะ ทิฏฐิว่าเป็นเรา เพราะไม่ถือมั่นอะไร จึงไม่มีตัณหา มานะ ทิฏฐิว่าเป็นเรา อานันทโพธิ์ พระเชตวันวิหาร นครสาวัตถี

6-02 ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์

ครั้นเมื่อฝ่ายพวกเดียรถีย์ทราบว่าพระสมณโคดมให้ทำลายบาตรนั้น แล้วทรงบัญญัติสิกขาบทแก่สาวกทั้งหลายเพื่อต้องการมิให้ทำปาฏิหาริย์ จึงเที่ยวบอกกันในถนนในพระนครว่า “สาวกทั้งหลายของพระสมณโคดมไม่ก้าวล่วงสิกขาบทที่ทรงบัญญัติแม้เพราะเหตุแห่งชีวิต ถึงพระสมณโคดมก็จักรักษาสิกขาบทที่ทรงบัญญัตินั้นเหมือนกัน สถูปสถานที่แสดงยมกปาฏิหาริย์ นครสาวัตถี

7-01 ทรงจำพรรษาในภพดาวดึงส์

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคกำลังทรงทำยมกปาฏิหาริย์อยู่ ทรงรำพึงว่า “พระพุทธเจ้าในอดีตทั้งหลายทำปาฏิหาริย์นี้แล้ว จำพรรษาที่ไหนหนอ” ทรงเห็นว่า จำพรรษาในภพดาวดึงส์ แล้วทรงแสดงอภิธรรมปิฎกแก่พระพุทธมารดา ดังนี้แล้ว ทรงยกพระบาทขวาเหยียบเหนือยอดภูเขายุคันธร ทรงยกพระบาทอีกข้างหนึ่งเหยียบเหนือยอดเขาสิเนรุ วาระที่ย่างพระบาท ๓ ก้าว เนินคันฑามพฤกษ์

7-03 เสด็จลงจากภพดาวดึงส์และทรงเปิดโลก

สมัยนั้น บริษัทมีปริมณฑล ๓๖ โยชน์ ผู้เฝ้ารอพระผู้มีพระภาคเสด็จลงจากภพดาวดึงส์ คิดว่า “แต่บัดนี้ไป ในวันที่ ๗ จักเป็นวันมหาปวารณา” แล้วเข้าไปหาพระมหาโมคคัลลานเถระ ถามว่า “ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าใคร่จะทราบวันเสด็จลงของพระผู้มีพระภาค เพราะข้าพเจ้าทั้งหลายเมื่อไม่เห็นพระผู้มีพระภาคแล้ว จักไม่ไป” อจลเจดีย์ สถานที่เสด็จลงจากดาวดึงส์ภพ

14-01 โอวาทที่ทรงให้พระราหุลเนือง ๆ

ครั้งเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ได้เสด็จจากควงต้นโพธิ ไปยังกรุงกบิลพัสดุ์โดยลำดับ ณ กรุงกบิลพัสดุ์นั้น พระราหุลได้ทูลขอความเป็นรัชทายาทว่า ภายในวิหารเชตวัน นครสาวัตถี

14-02 พระราหุลสำเร็จอรหัตตผล

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงหลีกเร้นประทับอยู่ในที่รโหฐาน ได้เกิดพระปริวิตกทางพระหฤทัยขึ้นอย่างนี้ว่า พระคันธกุฏี วิหารเชตวัน

14-03 นางวิสาขาแต่งงาน

สมัยหนึ่ง ณ กรุงสาวัตถี บุตรของมิคารเศรษฐี ชื่อว่า ปุณณวัฒนกุมาร เจริญวัยแล้ว ครั้งนั้น มารดาบิดากล่าวกะเขาว่า “พ่อ เจ้าจงเลือกเด็กหญิงคนหนึ่งในที่เป็นที่ชอบใจของเจ้า” “ฉันไม่ต้องการภรรยา” “เจ้าอย่าทำอย่างนั้นลูก ธรรมดาตระกูลที่ไม่มีบุตร ตั้งอยู่ไม่ได้” คาดว่าเป็นกำแพงพระราชวังพระเจ้าปเสนทิโกศล นครสาวัตถี

14-04 ทรงให้โอวาทภิกษุ - สิ่งที่ควรพูด

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล ภิกษุเป็นจำนวนมากกลับจากบิณฑบาตภายหลังภัต นั่งประชุมกันที่หอฉัน วิหารเชตวัน

14-05 ทรงให้โอวาทภิกษุ - พึงเป็นผู้ฉลาดในวาระจิตของตน

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล

14-06 ทรงจำแนกผลแห่งกรรมแก่สุภมาณพโตเทยยบุตร

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี สมัยนั้นแล สุภมาณพโตเทยยบุตรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ แล้วได้ทักทายปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านคำทักทายปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว ได้นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ภายในบริเวณวิหารเชตวัน

14-08 ขุมทรัพย์ที่แม้พระเจ้าปเสนทิโกศลก็นำไปไม่ได้

ในกรุงสาวัตถี คฤหบดีคนหนึ่งมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก เขาเป็นคนมีศรัทธาปสาทะ มีใจปราศจากมลทินคือความตระหนี่ อยู่ครองเรือน วันหนึ่ง เขาถวายทานแก่พระภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข คาดว่าเป็นอาณาเขตพระราชวังพระเจ้าปเสนทิโกศล

14-09 พระพุทธานุญาตให้กรานกฐิน

สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ภิกษุปาไฐยรัฐจำนวน ๓๐ รูป ล้วนถืออารัญญิกธุดงค์ บิณฑปาติกธุดงค์ ภายในเชตวันวิหาร

19-01 ทรงโปรดองคุลีมาลโจร

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล ในแว่นแคว้นของพระเจ้าปเสนทิโกศล มีโจรชื่อว่า องคุลีมาล เป็นคนหยาบช้า มีฝ่ามือเปื้อนเลือด ปักใจมั่นในการฆ่าตี ไม่มีความกรุณาในสัตว์ทั้งหลาย องคุลิมาลโจรนั้น กระทำบ้านไม่ให้เป็นบ้านบ้าง กระทำนิคมไม่ให้เป็นนิคมบ้าง

19-02 พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จมาจับองคุลิมาลโจร

ได้ยินว่า ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่าน อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้น หมู่มหาชนประชุมกันอยู่ที่ประตูพระราชวังของพระเจ้าปเสนทิโกศล ส่งเสียงอื้ออึงว่า “ข้าแต่สมมติเทพ ในแว่นแคว้นของพระองค์ มีโจรชื่อว่า องคุลิมาล เป็นคนหยาบช้า มีฝ่ามือเปื้อนเลือด ปักใจในการฆ่าตี ไม่มีความกรุณาในสัตว์ทั้งหลาย

19-03 พระองคุลีมาลโปรดหญิงมีครรภ์

ครั้งนั้น เวลาเช้า ท่านพระองคุลิมาลครองอันตรวาสกแล้ว ถือบาตรและจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี กำลังเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอกอยู่ในพระนครสาวัตถี ได้เห็นสตรีคนหนึ่งมีครรภ์แก่หนัก ครั้นแล้วได้มีความดำริว่า “สัตว์ทั้งหลายย่อมเศร้าหมองหนอ สัตว์ทั้งหลายย่อมเศร้าหมองหนอ” เนินกำแพงเมืองสาวัตถี

19-04 พระองคุลิมาลบรรลุพระอรหัต

ครั้งนั้น ท่านพระองคุลิมาลหลีกออกจากหมู่อยู่แต่ผู้เดียว เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีตนส่งไปแล้วอยู่ไม่นานนัก ก็กระทำให้แจ้งซึ่งที่สุด พรหมจรรย์อันไม่มีธรรมอื่น ยิ่งกว่าที่กุลบุตรทั้งหลายผู้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตต้องการ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันแล้ว เข้าถึงอยู่ ได้รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว

20-01 ทรงแต่งตั้งพระอานนท์เป็นพุทธอุปัฏฐากประจำ

ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีอุปัฏฐากไม่ประจำถึง ๒๐ ปี ในปฐมโพธิกาล บางคราวท่านพระนาคสมาล ถือบาตรจีวรตามเสด็จ บางคราวท่านพระนาคิตะ บางคราวท่านพระอุปวานะ บางคราวท่านพระสุนักขัตตะ บางคราวท่านจุนทะสามเณร บางคราวท่านพระสาคตะ บางคราวท่านพระราธะ บางคราวท่านพระเมฆิยะ บรรดาพระอุปัฏฐากไม่ประจำเหล่านั้น ครั้งหนึ่ง

20-3 ชีวกโกมารภัจจ์สำเร็จโสดาบันและถวายสวนอัมพวัน

เมื่อพระวรกายของพระผู้มีพระภาคเจ้าซึ่งหมักหมมด้วยโรค ได้หายเป็นปรกติแล้ว ชีวกโกมารภัจจ์ได้ถวายผ้าคู่หนึ่ง ซึ่งทอจากแคว้นสีพี พระพุทธองค์ทรงอนุโมทนา เวลาอนุโมทนาการถวายผ้าจบลง ชีวกโกมารภัจจ์ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ลำดับนั้น ชีวกโกมารภัจจ์คิดว่า ชีวกอัมพวัน นครราชคฤห์

20-4 นางวิสาขาสร้างบุพพาราม

ก็โดยสมัยนั้นแล ในกรุงสาวัตถีมีการมหรสพ ชนทั้งหลายแต่งตัวแล้วไปวิหาร แม้นางวิสาขามิคารมารดาก็แต่งตัวไปวิหาร ขณะกำลังเดินไปคิดว่า “การที่เราสวมมหาลดาปสาธน์ที่มีค่ามากเห็นปานนี้ไว้บนศีรษะ แล้วประดับเครื่องอลังการจนถึงหลังเท้า เข้าไปสู่วิหาร ไม่ควร” เสาอโศกภายในบริเวณบุพพารามหาวิหาร

21-41 ทรงกล่าวถึงพันโลกธาตุ

ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับรับฟังมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคว่า สาวกของพระสิขีสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งมีนามว่า อภิภู ยืนอยู่ในพรหมโลก ให้พันแห่งโลกธาตุรู้แจ้งได้ด้วยเสียง

21-41 ทรงบอกให้ภิกษุสำคัญในโลกุตตระธรรมว่าควรศึกษา

พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า "ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ตะโพนชื่ออานกะของพวกกษัตริย์ผู้มีพระนามว่า ทสารหะ ได้มีแล้ว เมื่อตะโพนแตก พวกทสารหะได้ตอกลิ่มอื่นลงไป ภายในบริเวณเชตวันมหาวิหาร

21-41 พระมหากัสสปะทูลถามถึงเหตุที่สิกขาบทมีมากแต่ภิกษุผู้อยู่ในอรหัตตผลมีน้อย

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ท่านพระมหากัสสปเข้า ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นพระมหากัสสปนั่งเรียบร้อยแล้วได้กราบทูลถามว่า สระน้ำในเชตวันวิหาร